การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สุดแหวกแนวช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการวิเคราะห์ตลาด ที่ซึ่งผู้คนไม่ได้ตัดสินใจเพียงแค่ตามเหตุผลล้วนๆ แต่ยังมีอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้อง การสำรวจแนวคิดนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเหตุใดบางผลิตภัณฑ์ถึงประสบความสำเร็จในตลาดที่ดูเหมือนไม่สมเหตุสมผล และทำไมผู้บริโภคบางกลุ่มถึงตอบสนองแตกต่างกันอย่างมาก ลองมาดูแนวทางที่เศรษฐศาสตร์สุดแปลกนี้ช่วยให้เราเข้าใจตลาดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกันเถอะ!

มาเจาะลึกกันในบทความนี้ครับ!
เข้าใจแรงจูงใจลึกซึ้งของผู้บริโภคที่มากกว่าเหตุผล
อารมณ์กับการตัดสินใจซื้อที่ไม่อาจมองข้าม
หลายครั้งที่เราคิดว่าผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าเพราะเหตุผลชัดเจน เช่น คุณภาพหรือราคา แต่ความจริงแล้วอารมณ์มีบทบาทสำคัญมากกว่าที่คิด เวลาเห็นโฆษณาที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นหรือมีความสุข เรามักจะจดจำและมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้านั้นมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่นักการตลาดเก่งๆ ใช้การสร้างเรื่องราวหรือสร้างประสบการณ์เชื่อมโยงกับความรู้สึกมากกว่าการบอกคุณสมบัติสินค้าเพียงอย่างเดียว จากประสบการณ์ตรง ผมเคยเห็นร้านกาแฟที่ไม่ได้ขายกาแฟที่ดีที่สุด แต่ด้วยบรรยากาศอบอุ่นและการบริการที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
ความคิดสร้างสรรค์กับพฤติกรรมการเลือกซื้อ
การตัดสินใจของผู้บริโภคไม่ได้เป็นเส้นตรงที่มาจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจเลือกซื้อสินค้าที่ดูแปลกใหม่หรือมีดีไซน์โดดเด่นแม้ราคาสูงกว่า แทนที่จะเลือกสินค้าที่ประหยัดหรือเหมาะสมที่สุด การที่ตลาดมีสินค้าหลากหลายแบบจึงเป็นผลจากความต้องการที่ไม่เหมือนกันนี้เอง ผมเคยลองซื้อสินค้าที่ออกแบบแปลกตาเพราะรู้สึกอยากแสดงตัวตน และพบว่าสินค้านั้นทำให้รู้สึกมั่นใจและภูมิใจเวลานำไปใช้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีในสินค้าทั่วไปเลย
ตารางเปรียบเทียบแรงจูงใจหลักของผู้บริโภค
| แรงจูงใจ | ลักษณะ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| อารมณ์ | ความรู้สึกอบอุ่น สนุกสนาน หรือความปลอดภัย | โฆษณาที่สร้างภาพความสุขในครอบครัว |
| เหตุผล | คุณภาพ ราคา ความคุ้มค่า | สินค้าที่มีรีวิวดีและราคาย่อมเยา |
| ความคิดสร้างสรรค์ | ดีไซน์ใหม่ แปลกตา แสดงตัวตน | สินค้าแฟชั่นที่ไม่เหมือนใคร |
| สังคม | การยอมรับจากกลุ่มเพื่อนหรือชุมชน | การเลือกแบรนด์ที่คนรอบข้างนิยมใช้ |
ผลกระทบของพฤติกรรมไม่สมเหตุสมผลต่อกลยุทธ์การตลาด
การตั้งราคาแบบจิตวิทยาที่กระตุ้นการซื้อ
การตั้งราคาที่ไม่ใช่แค่เพียงลดลงเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่ใช้เทคนิคอย่างเช่น การตั้งราคา 99 บาทแทน 100 บาท เพราะตัวเลขนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคาถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะต่างกันเพียงเล็กน้อยก็ตาม จากที่ลองใช้กลยุทธ์นี้ในธุรกิจเล็กๆ พบว่ามีลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะความรู้สึกว่าสินค้าคุ้มค่ากว่าเมื่อเห็นราคาที่ลงท้ายด้วย 9 นอกจากนี้การนำเสนอโปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา หรือของแถมที่ดูเหมือนจะได้มากกว่าก็ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น
การสร้างแบรนด์ที่เน้นภาพลักษณ์และความรู้สึก
แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ไม่ได้เน้นแค่คุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ที่ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยง เช่น การใช้สัญลักษณ์ที่สื่อถึงความยั่งยืน หรือการสนับสนุนชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจในการเลือกซื้อ และมักกลายเป็นลูกค้าประจำ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแบรนด์เครื่องดื่มที่เน้นความเป็นธรรมชาติและรักษ์โลก ซึ่งในตลาดไทยตอนนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอบโจทย์ความรู้สึกของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
บทบาทของโซเชียลมีเดียในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เปลี่ยนวิธีการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค จากเดิมที่อาศัยข้อมูลจากโฆษณาหรือร้านค้าโดยตรง กลายเป็นว่าผู้บริโภคเชื่อถือรีวิวและคำแนะนำจากผู้ใช้งานจริงบนแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้น ผมสังเกตเห็นว่าหลายครั้งที่สินค้าขายดีเพราะได้รับการรีวิวใน TikTok หรือ Instagram ที่ทำให้เกิดการบอกต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างแรงจูงใจที่มาจากความรู้สึกและความไว้วางใจมากกว่าแค่ข้อมูลทางเทคนิค
การวิเคราะห์ตลาดด้วยมุมมองพฤติกรรมเชิงลึก
การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมเพื่อคาดการณ์แนวโน้ม
แทนที่จะวิเคราะห์ตลาดเพียงจากยอดขายหรือส่วนแบ่งตลาดอย่างเดียว การนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น ความถี่ในการซื้อ ความชอบส่วนตัว หรือแม้แต่เวลาที่มักจะเลือกซื้อสินค้า มาใช้ร่วมกับข้อมูลเศรษฐศาสตร์ช่วยให้การคาดการณ์แม่นยำมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการวิเคราะห์ข้อมูลจากแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ที่เก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ ทำให้แบรนด์สามารถปรับแคมเปญและสินค้าให้ตรงใจลูกค้าได้จริงๆ
การแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบละเอียดตามพฤติกรรม
การแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบดั้งเดิมอาจเน้นแค่เพศ อายุ หรือรายได้ แต่การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้เรารู้จักลูกค้าในเชิงลึกมากขึ้น เช่น กลุ่มที่ชอบทดลองสินค้าใหม่ กลุ่มที่ซื้อซ้ำประจำ หรือกลุ่มที่ตัดสินใจช้า การเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถออกแบบแคมเปญที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการได้จริงๆ
การวัดผลลัพธ์ที่เหนือกว่าตัวเลขยอดขาย
นอกจากการวัดผลจากยอดขายแล้ว การดูปฏิสัมพันธ์ของลูกค้ากับแบรนด์ เช่น การแสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย การแชร์ หรือการรีวิวสินค้า ถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมาก เพราะสะท้อนถึงความสัมพันธ์และความภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์นี้มักนำไปสู่ยอดขายที่ยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว
ผลของอิทธิพลทางสังคมต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อ
บทบาทของกลุ่มเพื่อนและครอบครัว
เวลาเราตัดสินใจซื้อสินค้าไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ร้านอาหาร มักได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว การแนะนำจากเพื่อนหรือครอบครัวที่เชื่อถือได้ทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการเลือกซื้อ ซึ่งนักการตลาดรู้ดีจึงมักใช้กลยุทธ์การรีวิวจากผู้ใช้จริงหรือการสร้างชุมชนของลูกค้าเพื่อเสริมแรงจูงใจนี้ จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมมักจะลองใช้สินค้าที่เพื่อนแนะนำเพราะความไว้วางใจและอยากร่วมแชร์ประสบการณ์เดียวกัน
การสร้างความนิยมผ่านกระแสและเทรนด์
กระแสและเทรนด์ในสังคมมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น สินค้าที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นจะขายดีอย่างรวดเร็ว การจับกระแสนี้ให้ทันและสามารถปรับตัวได้เร็วคือจุดแข็งของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวสินค้าที่เชื่อมโยงกับเพลงหรือภาพยนตร์ที่กำลังฮิต กลายเป็นสินค้าขายดีทันที
แรงกดดันทางสังคมกับการเลือกซื้อสินค้า
บางครั้งผู้บริโภคอาจซื้อสินค้าเพียงเพื่อให้เข้ากับกลุ่มหรือหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าแตกต่าง เช่น การเลือกซื้อแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับความนิยมสูง แม้จะไม่จำเป็นต้องใช้มากก็ตาม แรงกดดันนี้สร้างโอกาสให้แบรนด์สามารถขยายตลาดและสร้างฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องเข้าใจและใช้ให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกถูกบังคับหรือไม่สบายใจ
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สุดแปลกในธุรกิจจริง
การทดลองตลาดแบบ A/B Testing ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค
การทำ A/B Testing ไม่ใช่แค่การทดสอบตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ยังเป็นการสำรวจว่าปัจจัยด้านอารมณ์หรือการออกแบบส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างไร ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนสีปุ่มซื้อบนเว็บไซต์จากสีแดงเป็นสีเขียว อาจทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกแตกต่างและส่งผลต่ออัตราการคลิกซื้อจริงๆ จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม พบว่าการทดลองหลายๆ แบบช่วยให้เข้าใจความต้องการลึกๆ ของลูกค้าได้ดีขึ้นมาก
การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ซ่อนเร้น
บางครั้งผู้บริโภคเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ จนกว่าจะได้ลองสินค้าหรือบริการที่แปลกใหม่ การใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์สุดแปลกช่วยให้ธุรกิจสามารถมองเห็นโอกาสในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ผสมผสานความสะดวกสบายและความสวยงามในตัวเดียว ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้านั้นเข้าใจชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างแท้จริง
การปรับกลยุทธ์ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผู้บริโภคก็เช่นกัน พฤติกรรมการซื้อขายที่เคยเป็นรูปแบบหนึ่งอาจเปลี่ยนไปในไม่กี่เดือน การที่ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวตามพฤติกรรมเหล่านี้คือหัวใจสำคัญ การติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์และการวิเคราะห์เชิงลึกช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันสถานการณ์ ผมเคยเห็นร้านค้าปลีกที่เปลี่ยนวิธีการโปรโมทจากหน้าร้านไปสู่ช่องทางออนไลน์ทันทีเมื่อพบว่าลูกค้าเริ่มซื้อผ่านมือถือมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายไม่ลดลงแม้ในช่วงเวลาท้าทาย
บทบาทของความเชื่อและวัฒนธรรมในพฤติกรรมผู้บริโภค
การเลือกซื้อที่สะท้อนค่านิยมและความเชื่อส่วนบุคคล
ในสังคมไทย ความเชื่อและวัฒนธรรมมีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างลึกซึ้ง เช่น การเลือกซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ หรือการเลือกสินค้าที่มีสัญลักษณ์มงคลเพื่อความเป็นสิริมงคล การเข้าใจบริบทเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างผลิตภัณฑ์และการสื่อสารที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัฒนธรรมท้องถิ่นกับการตอบสนองต่อการตลาด

แต่ละภูมิภาคในไทยมีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความชอบและพฤติกรรมการซื้อสินค้า ตัวอย่างเช่น คนในภาคเหนืออาจให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีความเป็นธรรมชาติและประณีต ในขณะที่คนในกรุงเทพฯ อาจเน้นความสะดวกสบายและทันสมัย ธุรกิจที่เข้าใจความแตกต่างนี้จะสามารถปรับสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับแต่ละตลาดย่อยได้ดี
การสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการเคารพวัฒนธรรม
การสื่อสารที่เคารพและเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ตัวอย่างเช่น การใช้ภาษาท้องถิ่นหรือการร่วมกิจกรรมประเพณีท้องถิ่นในแคมเปญการตลาด สร้างความรู้สึกว่าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ใช่แค่ผู้ขายสินค้าอย่างเดียว ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
เทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผู้บริโภคในยุคใหม่
การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) วิเคราะห์พฤติกรรม
เทคโนโลยีทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจแนวโน้มและความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำขึ้น จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกับบริษัทเทคโนโลยี พบว่าการใช้ Big Data ช่วยให้สามารถนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างน่าทึ่ง จึงทำให้ยอดขายและความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การปรับตัวของผู้บริโภคต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ
ผู้บริโภคยุคใหม่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินผ่านมือถือ การสั่งซื้อผ่านแอป หรือการใช้ AI ในการช่วยเลือกสินค้า การที่ธุรกิจสามารถนำเสนอช่องทางและบริการที่ทันสมัยเหล่านี้ได้ จะช่วยสร้างความสะดวกและเพิ่มโอกาสในการขาย ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าและรับคำแนะนำแบบส่วนตัว ทำให้รู้สึกเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว
อนาคตของตลาดกับการผสมผสานเทคโนโลยีและพฤติกรรม
การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างตลาดที่ยั่งยืนและตอบโจทย์จริงๆ ในอนาคต ธุรกิจที่สามารถใช้ AI, Big Data และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เข้ากับอารมณ์และความต้องการของลูกค้าจะเป็นผู้นำตลาด และลูกค้าก็จะได้รับบริการที่มีคุณภาพและตรงใจมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือความท้าทายและโอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับทุกคนในวงการธุรกิจยุคใหม่จริงๆ
สรุปความ
การเข้าใจแรงจูงใจของผู้บริโภคที่ลึกซึ้งกว่าเหตุผลช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ สังคม หรือเทคโนโลยี การนำข้อมูลพฤติกรรมและความรู้สึกมาประยุกต์ใช้จึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในยุคนี้
ข้อมูลที่ควรรู้ไว้ใช้งานได้จริง
1. อารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อที่มีพลังมากกว่าความคิดเชิงเหตุผล
2. การตั้งราคาแบบจิตวิทยาช่วยเพิ่มโอกาสในการกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การใช้โซเชียลมีเดียและรีวิวจากผู้ใช้งานจริงเพิ่มความน่าเชื่อถือและแรงจูงใจซื้อ
4. การวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกช่วยแบ่งกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำและสร้างแคมเปญที่ตรงใจ
5. การผสมผสานเทคโนโลยีอย่าง Big Data และ AI จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนของตลาดในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่ต้องจดจำ
การประสบความสำเร็จทางธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและแรงจูงใจของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: เศรษฐศาสตร์สุดแหวกแนวคืออะไร และแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ทั่วไปอย่างไร?
ตอบ: เศรษฐศาสตร์สุดแหวกแนวหรือ Behavioral Economics เป็นการศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เน้นแค่เหตุผลและตัวเลขอย่างเดียว แต่ผสมผสานความรู้ทางจิตวิทยาเข้ามาเพื่ออธิบายพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอารมณ์ ความรู้สึก และความคิดสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมบางครั้งผู้คนจึงตัดสินใจที่ดูไม่สมเหตุสมผลตามแบบเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้วิเคราะห์ตลาดได้ลึกซึ้งและแม่นยำมากขึ้น
ถาม: ทำไมการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในมุมมองนี้จึงสำคัญสำหรับธุรกิจ?
ตอบ: การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึกแบบนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ดีขึ้น เพราะไม่ใช่แค่เรื่องราคาและคุณภาพ แต่รวมถึงความรู้สึกและแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่ เช่น ความภาคภูมิใจ การยอมรับในสังคม หรือแม้แต่ความสนุกสนาน การเข้าใจจุดนี้ทำให้การตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างความภักดีของลูกค้า
ถาม: จะเริ่มนำแนวคิดเศรษฐศาสตร์สุดแหวกแนวมาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างไร?
ตอบ: เริ่มจากการเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า เช่น การสัมภาษณ์หรือสังเกตพฤติกรรมจริง ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขยอดขาย จากนั้นวิเคราะห์ว่าปัจจัยทางอารมณ์หรือสังคมใดที่มีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ลูกค้าชอบความพิเศษหรือรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ช่วยสร้างภาพลักษณ์ดี แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับปรุงการสื่อสารทางการตลาดและการออกแบบสินค้า ซึ่งการทำแบบนี้เองที่ผมเคยลองใช้แล้วพบว่าช่วยเพิ่มยอดขายและความสัมพันธ์กับลูกค้าได้จริง ๆ ครับ






