เปิดโปงปรากฏการณ์เศรษฐกิจสุดประหลาดรอบตัวคุณ: คุณจะทึ่งกับสิ่งที่ค้นพบ

webmaster

괴짜 경제학의 주제가 되는 경제적 현상 - **Prompt:** A young Thai woman in her early thirties, dressed in smart-casual attire like a neat blo...

สวัสดีค่ะทุกคน เคยรู้สึกไหมคะว่าโลกการเงินรอบตัวเราทุกวันนี้มันซับซ้อนและน่าฉงนกว่าที่คิดไว้เยอะเลย บางทีเราก็ทำงานหนักขึ้นทุกวัน แต่กลับรู้สึกเหมือนเงินเดือนชนเดือน หรือบางครั้งก็ตัดสินใจซื้อของด้วยเหตุผลแปลกๆ ที่แม้แต่ตัวเราเองก็ยังงงเลยว่าทำไมถึงทำแบบนั้นไปได้ นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่ฉันเรียกว่า “เศรษฐศาสตร์ของพฤติกรรมสุดประหลาด” ซึ่งมันไม่ได้มีแค่ในตำราเรียนเท่านั้นนะ แต่เกิดขึ้นจริงรอบตัวเราในทุกๆ วันเลยค่ะฉันเองก็เคยสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจหลายอย่างในสังคมไทยเรา อย่างช่วงที่ผ่านมานี้ คนส่วนใหญ่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน แต่กลับพบว่าเรายอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพแบบป้องกัน หรือบางทีก็อดใจไม่ไหวกับการช้อปปิ้งของหรูเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีบนโลกออนไลน์ ทั้งๆ ที่ในใจก็แอบหวั่นใจเรื่องภาระหนี้ที่สูงขึ้นอยู่ตลอด มันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาดใจเลยใช่ไหมคะยุคนี้ที่เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาทกับการตัดสินใจซื้อของเรามากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอิทธิพลจากอินฟลูเอนเซอร์ที่เราติดตาม ก็ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของเราเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การเข้าใจแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเท่านั้นค่ะ แต่มันคือการเข้าใจจิตวิทยาและวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างชาญฉลาดอยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจสุดประหลาดเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณอะไรให้เราบ้าง และเราจะนำความเข้าใจนี้ไปปรับใช้กับการใช้ชีวิตและการวางแผนการเงินให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ฉันจะพาไปเจาะลึกเรื่องราวเบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้อย่างละเอียดแน่นอนค่ะ

괴짜 경제학의 주제가 되는 경제적 현상 관련 이미지 1

ทำไมเราถึงยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อ ‘สุขภาพ’ ทั้งๆ ที่เงินก็หายากขึ้นทุกวัน

การลงทุนเพื่อป้องกันดีกว่ารักษาเสมอ

เคยสังเกตตัวเองกันไหมคะว่าช่วงไหนที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เงินในกระเป๋าก็ฝืดเคือง แต่พอมีใครมาชวนทำประกันสุขภาพเพิ่ม หรือมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างว่าช่วยป้องกันโรคต่างๆ เรากลับยอมควักกระเป๋าจ่ายแบบไม่ลังเลเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะเคยบ่นว่าแพงไป จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉัน เวลาที่เราอยู่ในภาวะไม่แน่นอน จิตใจเรามักจะมองหาอะไรมายึดเหนี่ยวและรู้สึกปลอดภัย การป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพจึงกลายเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะความเจ็บป่วยมันไม่ได้แค่ทำให้เราต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลมหาศาลเท่านั้นนะ แต่มันยังส่งผลกระทบถึงการทำงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตของเราในระยะยาวด้วย พอคิดแบบนี้แล้ว การลงทุนเพื่อสุขภาพล่วงหน้าจึงกลายเป็นทางเลือกที่ดูสมเหตุสมผลสำหรับใครหลายคนเลยล่ะค่ะ เหมือนกับว่าเรากำลังซื้อความสบายใจและอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิมนั่นเอง ไม่ได้แปลว่าเราไม่รู้จักประหยัดนะ แต่บางครั้งมันคือการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงในชีวิตที่เรายอมรับได้ต่างหาก

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกับการดูแลตัวเอง

อีกมุมหนึ่งที่ฉันสัมผัสได้คือเรื่องของ ‘ความรู้สึกผิด’ หรือ ‘ความรับผิดชอบ’ ที่เรามีต่อตัวเองและคนที่เรารักค่ะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าเราป่วยขึ้นมาแล้วต้องเป็นภาระให้ครอบครัว หรือถ้าเรามีโอกาสดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้นแต่กลับละเลยไป มันจะมีความรู้สึกผิดติดค้างในใจลึกๆ นะคะ ยิ่งยุคนี้ที่ข้อมูลข่าวสารเรื่องสุขภาพหาได้ง่ายขึ้น การตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตัวเองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฉันเองก็เคยคิดนะว่า ถ้าวันนี้เราไม่ดูแลตัวเองให้ดีพอ แล้ววันหน้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา จะโทษใครได้ ในเมื่อโอกาสที่จะป้องกันมันมีอยู่ตรงหน้า พอเรามีความคิดแบบนี้ การยอมจ่ายแพงขึ้นอีกนิดเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ หรือเพื่อเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น มันจึงกลายเป็นเหมือนการแสดงออกถึงความรักและความรับผิดชอบต่อชีวิตของเราเองและคนรอบข้าง การจ่ายเงินเพื่อสุขภาพจึงไม่ใช่แค่การซื้อสินค้าหรือบริการธรรมดาๆ แต่เป็นการลงทุนที่มาพร้อมกับความหมายทางจิตใจที่ลึกซึ้งกว่านั้นเยอะเลยค่ะ

มนต์เสน่ห์ของแบรนด์หรูบนโลกออนไลน์: ความสุขชั่วคราวหรือกับดักหนี้?

ภาพลักษณ์สำคัญกว่าความจริงในยุคดิจิทัล

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างมหาศาล ฉันสังเกตเห็นว่าหลายคนให้ความสำคัญกับ ‘ภาพลักษณ์’ บนโลกออนไลน์มากกว่าความเป็นจริงในชีวิตประจำวันเสียอีกค่ะ ลองคิดดูสิคะ เวลาที่เราเห็นเพื่อนๆ หรืออินฟลูเอนเซอร์คนโปรดโพสต์รูปพร้อมกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ด รองเท้าคู่แพง หรือทานอาหารในร้านหรูๆ มันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากมี อยากได้ อยากเป็นแบบนั้นบ้างเลยใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยตกอยู่ในวังวนนี้เหมือนกันนะ มันเหมือนกับการที่เราต้องการ ‘ได้รับการยอมรับ’ หรือ ‘สร้างตัวตน’ ผ่านสิ่งของเหล่านั้น กลายเป็นว่าสินค้าแบรนด์เนมไม่ใช่แค่ของใช้ธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือสัญลักษณ์ของความสำเร็จ รสนิยมที่ดี หรือแม้กระทั่งการบ่งบอกสถานะทางสังคม การยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อของเหล่านี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะเกินกำลังไปบ้าง ก็เพื่อแลกกับความรู้สึกภาคภูมิใจชั่วคราว ยอดไลค์ ยอดคอมเมนต์ หรือคำชื่นชมจากคนรอบข้างบนโลกออนไลน์ ซึ่งบางครั้งมันก็เป็นกับดักที่ทำให้เรามองข้ามภาระหนี้สินที่ตามมาได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ

สมการความสุขจากยอดไลค์และคอมเมนต์

เคยรู้สึกไหมคะว่าเวลาที่เราโพสต์รูปของที่เราเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ แล้วมีคนเข้ามากดไลค์เยอะๆ หรือคอมเมนต์ชมว่า “สวยจัง”, “อยากได้บ้าง” มันรู้สึกดีใจจนลืมไปเลยว่ากว่าจะได้มาต้องใช้เงินไปเท่าไหร่ นี่แหละค่ะคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘การเสริมแรงทางสังคม’ (Social Reinforcement) ที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากบนโซเชียลมีเดีย พอเราได้รับคำชมหรือการยอมรับจากคนอื่น สมองเราก็จะหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เราอยากทำพฤติกรรมนั้นซ้ำๆ อีก การซื้อของแบรนด์เนม หรือการใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จึงกลายเป็นวงจรที่ยากจะหลุดพ้น บางครั้งเราก็ไม่ได้ซื้อเพราะต้องการจริงๆ แต่ซื้อเพราะอยากให้คนอื่นเห็น อยากให้คนอื่นพูดถึง ฉันเองก็เคยหลงทางไปกับความคิดแบบนี้มาพักใหญ่เลยค่ะ จนกระทั่งได้มานั่งคิดทบทวนจริงๆ จังๆ ว่าความสุขที่แท้จริงของเราคืออะไรกันแน่ มันคือการได้แสดงตัวตนของเราในแบบที่เราเป็นจริงๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งของภายนอกมาตัดสินคุณค่าของเราใช่ไหมคะ

Advertisement

กลยุทธ์ “ลด แลก แจก แถม” ที่ทำให้เราเสียเงินมากกว่าที่คิด

มายาคติของความคุ้มค่ากับของลดราคา

เวลาเดินเข้าห้างสรรพสินค้า หรือเปิดแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ แล้วเห็นป้าย “ลด 50%”, “ซื้อ 1 แถม 1” ทีไร หัวใจมันเต้นแรงทุกทีเลยใช่ไหมคะ ฉันเองก็เป็นค่ะ! รู้สึกเหมือนเจอขุมทรัพย์ สมองมันประมวลผลทันทีว่า “ว้าว! คุ้มค่ามาก ต้องซื้อเก็บไว้แล้ว” ทั้งๆ ที่บางทีของชิ้นนั้นเราก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ ณ ตอนนั้นเลย หรือบางทีก็ซื้อมาตุนจนลืมว่ามีอยู่แล้วด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Anchoring Effect” หรือการยึดติดกับราคาแรกที่เราเห็นค่ะ พอเราเห็นราคาเต็มสูงๆ แล้วมีส่วนลดเยอะๆ มันทำให้เรารู้สึกว่าได้เปรียบ ได้ของดีในราคาถูกกว่าปกติมาก ทั้งๆ ที่ราคาที่ลดแล้วอาจจะเป็นราคาที่เหมาะสมกับสินค้าชิ้นนั้นจริงๆ ก็ได้ จากประสบการณ์ของฉันเคยเจอมาหลายครั้งเลยนะ ซื้อของลดราคามาเพราะคิดว่าคุ้ม แต่สุดท้ายก็ใช้ไม่หมด หรือไม่ถูกใจเท่าที่คิดไว้ กลายเป็นว่าเสียเงินไปกับของที่ไม่จำเป็น และแทนที่จะประหยัดเงินได้ กลับกลายเป็นว่าจ่ายเงินเพิ่มขึ้นไปโดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ

โปรโมชั่นที่กระตุ้นให้เราซื้อเกินความจำเป็น

นอกจากส่วนลดแล้ว “ของแถม” ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้เราเสียเงินได้ง่ายๆ เลยค่ะ เคยไหมคะที่เดินเข้าร้านกาแฟแล้วเห็นโปรโมชั่น “ซื้อกาแฟ 2 แก้ว แถมแก้วสกรีนลายพิเศษ” ทั้งๆ ที่อยากดื่มแค่แก้วเดียว แต่เพื่อได้ของแถม เราก็ยอมซื้อเพิ่มอีกแก้ว หรือบางทีก็ชวนเพื่อนมาช่วยหาร ทั้งๆ ที่เพื่อนก็ไม่ได้อยากดื่มกาแฟเลย กลายเป็นว่าโปรโมชั่นพวกนี้ไม่ได้ช่วยให้เราประหยัดเงิน แต่มันกระตุ้นให้เราซื้อเกินความจำเป็นไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งบริษัทต่างๆ ก็ฉลาดมากในการออกแบบโปรโมชั่นเหล่านี้เพื่อเพิ่มยอดขายโดยอาศัยจุดอ่อนทางจิตวิทยาของเรานี่แหละค่ะ ฉันเองก็ได้บทเรียนจากตรงนี้เยอะเลยนะว่าก่อนจะซื้ออะไรเพราะคำว่า “ลด แลก แจก แถม” ให้ลองคิดดูดีๆ ก่อนว่าเราจำเป็นต้องใช้ของชิ้นนั้นจริงๆ ไหม และของแถมนั้นมีประโยชน์กับเราแค่ไหน อย่าให้ความรู้สึกตื่นเต้นจากโปรโมชั่นมาบดบังเหตุผลของเราไปนะคะ

พฤติกรรมการใช้จ่ายที่พบเห็นบ่อย หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง อธิบายสั้นๆ
ซื้อประกันสุขภาพเพิ่ม แม้ค่าครองชีพสูง Loss Aversion (การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย) กลัวความเสี่ยงที่จะป่วยแล้วต้องเสียเงินก้อนใหญ่ เลยยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อป้องกัน
ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อของแบรนด์เนม Conspicuous Consumption (การบริโภคเพื่ออวดอ้าง) อยากแสดงสถานะทางสังคม หรือต้องการความรู้สึกดีจากการครอบครองสิ่งของที่มีมูลค่า
ซื้อของลดราคาที่ไม่จำเป็น Anchoring Effect (การยึดติดกับข้อมูลแรก) ตัดสินใจซื้อเพราะราคาที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาเต็ม ทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่า แม้ไม่ต้องการจริงๆ

ผัดวันประกันพรุ่งเรื่องการออม: ทำไมใจเราถึงไม่ยอมคิดถึงอนาคต?

ความสุขในวันนี้สำคัญกว่าวันหน้าเสมอ

ลองสารภาพมาซะดีๆ ค่ะว่ามีใครบ้างที่ตั้งใจจะเริ่มเก็บเงินวันนี้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็มักจะมีเหตุผลสารพัดมาอ้างเพื่อเลื่อนออกไปก่อน เช่น “เดี๋ยวค่อยเริ่มเดือนหน้า”, “ตอนนี้ยังไม่พร้อม”, “ไว้มีเงินเหลือเยอะๆ ก่อน” ฉันเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ! นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Present Bias” หรือการให้คุณค่ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันมากกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มนุษย์เราส่วนใหญ่มักจะชอบความสุขที่ได้มาทันทีทันใด และมองข้ามผลประโยชน์ระยะยาวที่อาจจะต้องรอคอยไป จากประสบการณ์ส่วนตัวของฉัน เวลาที่เห็นเสื้อผ้าสวยๆ อาหารอร่อยๆ หรือแพ็กเกจท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ความรู้สึกอยากได้อยากไปมันถาโถมเข้ามา จนบางทีก็ลืมไปเลยว่าตัวเองมีเป้าหมายการออมเงินเพื่อซื้อบ้าน หรือเพื่อวัยเกษียณอยู่ด้วยซ้ำ มันเหมือนสมองเราถูกโปรแกรมมาให้เลือกความพึงพอใจในวันนี้ก่อนเสมอ กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดไปแล้วก็มักจะสายเกินแก้ หรือต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่เริ่มเก็บให้เร็วกว่านี้

กับดักของคำว่า “เดี๋ยวก็มี”

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งเรื่องการออมเงินก็คือความเชื่อที่ว่า “เดี๋ยวก็มี” หรือ “เดี๋ยวค่อยเก็บก็ได้” ซึ่งเป็นความเชื่อที่อันตรายมากเลยนะคะ เพราะมันทำให้เราประเมินสถานการณ์ในอนาคตต่ำไป และประเมินความสามารถในการหารายได้ของตัวเองสูงไป จนมองไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนของการเก็บออมเงิน ฉันเองก็เคยคิดแบบนี้ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ค่ะ คิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ เดี๋ยวเงินเดือนขึ้นค่อยเก็บก็ได้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นตามมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็แทบไม่มีเงินเหลือให้เก็บเลย การที่เราไม่ยอมลงมือทำอะไรตั้งแต่วันนี้ ทำให้เราต้องพลาดโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตไปอย่างน่าเสียดาย ยิ่งเราเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ เงินก้อนเล็กๆ ที่เราเก็บออมก็จะสามารถงอกเงยเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้นนะคะ เพราะฉะนั้น อย่าให้คำว่า “เดี๋ยวค่อย” มาเป็นอุปสรรคในการสร้างอนาคตทางการเงินที่ดีของเราเลยค่ะ

Advertisement

ของฟรีที่มักมีราคาแพงกว่าที่เห็น: ปรากฏการณ์ “Zero Price Effect”

มนต์สะกดของคำว่า “ฟรี”

คำว่า “ฟรี” เนี่ย มันมีมนต์สะกดบางอย่างจริงๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็น “ส่งฟรี”, “แถมฟรี”, “ทดลองใช้ฟรี” หรือ “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่พอได้ยินคำว่า “ฟรี” เมื่อไหร่ เรามักจะรู้สึกตื่นเต้นและอยากได้ อยากลองทันที ทั้งๆ ที่บางทีของชิ้นนั้นเราก็ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น หรือไม่จำเป็นต้องใช้เลยด้วยซ้ำ นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Zero Price Effect” ค่ะ คือคนเราจะให้คุณค่ากับของฟรีมากเกินไป จนบางครั้งก็ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับ ‘ของฟรี’ ที่ได้มา ฉันเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์นี้บ่อยๆ นะคะ เช่น ซื้อสินค้าในราคาที่แพงกว่า เพื่อให้ได้ยอดถึงเกณฑ์ที่จะได้ส่งฟรี หรือซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่เกินความจำเป็น เพราะมีโปรโมชั่นแถมซิมฟรี สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราได้มาฟรี อาจจะต้องแลกมาด้วยการที่เราต้องจ่ายเงินไปกับสิ่งอื่นที่ไม่จำเป็นมากกว่าเดิม หรือได้ของฟรีที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่เลยค่ะ

กับดักค่าใช้จ่ายแฝงจากของฟรี

นอกจากนี้ ของฟรีบางอย่างก็มาพร้อมกับ ‘ค่าใช้จ่ายแฝง’ ที่เราอาจจะมองไม่เห็นในตอนแรกด้วยนะคะ ลองนึกถึงแอปพลิเคชันหรือเกมฟรีบนมือถือสิคะ ตอนแรกๆ ก็เล่นได้สนุกสนานดี แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็อาจจะมีข้อเสนอให้เราซื้อไอเทมในเกม หรืออัปเกรดเป็นเวอร์ชันพรีเมียม เพื่อปลดล็อกฟังก์ชันพิเศษ หรือเพื่อเล่นได้ต่อเนื่องโดยไม่มีโฆษณาคั่น ซึ่งบางทีค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พอรวมกันเข้าก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้เลย จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง ก็เคยเสียเงินไปกับเกมฟรีแบบไม่รู้ตัวมาเยอะเลยค่ะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็หมดไปหลายร้อยบาทแล้ว ฉันจึงอยากเตือนทุกคนว่า ก่อนที่จะคว้า ‘ของฟรี’ ใดๆ มา ให้ลองคิดดีๆ ก่อนว่ามันมีค่าใช้จ่ายแฝงอะไรตามมาบ้างไหม และมันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราต้องเสียไปเพื่อแลกกับของฟรีนั้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีของฟรีที่ว่า อาจจะแพงกว่าที่เราคิดเยอะเลยนะคะ

ความคุ้นชินคือหายนะ: ทำไมเราถึงไม่ค่อยเปลี่ยนสิ่งที่ใช้อยู่แล้ว

ความสบายใจในสิ่งที่คุ้นเคย

เคยรู้สึกไหมคะว่าเวลาที่เราใช้อะไรบางอย่างมานานๆ แล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด หรือมีตัวเลือกใหม่ที่ดีกว่าออกมา แต่เราก็ยังเลือกที่จะใช้ของเดิมอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อสินค้าที่เราใช้ประจำ แบงก์ที่เราใช้บริการ หรือแม้กระทั่งเส้นทางที่เราใช้เดินทางไปทำงานทุกวัน นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Status Quo Bias” ค่ะ คือมนุษย์เรามักจะชอบอยู่ในสภาวะที่เป็นอยู่เดิม เพราะมันให้ความรู้สึกสบายใจ ปลอดภัย และไม่ต้องเสียเวลาหรือแรงงานในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากประสบการณ์ตรงของฉันเองก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ นะคะ เวลาที่ต้องเลือกใช้บริการอะไรใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือหาประกันรถยนต์เจ้าใหม่ แม้ว่าจะรู้ว่าเจ้าเดิมไม่ได้ดีที่สุด หรือมีโปรโมชั่นที่ดีกว่า แต่ความรู้สึกขี้เกียจที่จะต้องไปศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบ และดำเนินการต่างๆ มันทำให้เราเลือกที่จะอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยมากกว่า

ต้นทุนแฝงของการไม่เปลี่ยนแปลง

괴짜 경제학의 주제가 되는 경제적 현상 관련 이미지 2

การที่เรายึดติดกับสิ่งที่คุ้นเคยมากเกินไป บางครั้งก็อาจจะทำให้เราต้องเสียโอกาส หรือเสียเงินไปโดยไม่รู้ตัวนะคะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนแบงก์ไปใช้บริการที่มีค่าธรรมเนียมถูกกว่า หรือมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ดีกว่า เราก็จะเสียโอกาสในการประหยัดเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือถ้าเราไม่ยอมลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมที่ดีกว่า ก็อาจจะทำให้เราพลาดประสบการณ์ที่ดีกว่า หรือเสียเงินไปกับสินค้าที่ด้อยกว่าโดยไม่จำเป็น จากประสบการณ์ของฉันเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนค่ายโทรศัพท์มือถือเลย แม้ว่าจะมีแพ็กเกจที่ดีกว่าและถูกกว่าออกมาเยอะมาก สุดท้ายเพื่อนคนนั้นก็ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพงกว่าคนอื่นไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นเลยค่ะ การยึดติดกับสิ่งเดิมๆ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสบายใจเท่านั้น แต่บางครั้งมันคือการที่เรายอมเสียเปรียบไปโดยไม่รู้ตัวด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ลองเปิดใจให้กว้างขึ้น ลองศึกษาข้อมูลของสิ่งใหม่ๆ บ้าง อาจจะเจอสิ่งที่ดีกว่าและตอบโจทย์ชีวิตเราได้ดีกว่าเดิมก็ได้ค่ะ

Advertisement

เมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล: การตัดสินใจซื้อที่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง

ช็อปปิ้งบำบัด: ความสุขชั่วครู่ที่มาพร้อมความรู้สึกผิด

เคยไหมคะที่รู้สึกเครียด เหนื่อย หรือเบื่อหน่ายกับเรื่องราวในชีวิต แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกอยากช็อปปิ้งขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล พอได้ซื้อของที่ถูกใจเท่านั้นแหละ ความรู้สึกแย่ๆ ที่มีอยู่ก็หายไปทันที กลายเป็นความสุข ความตื่นเต้น หรือความพึงพอใจเข้ามาแทนที่ ฉันเองก็เคยเป็นแบบนี้บ่อยๆ ค่ะ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Emotional Spending” หรือการใช้จ่ายตามอารมณ์ ซึ่งมันเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นในระยะสั้น แต่ปัญหาคือความสุขนั้นมักจะอยู่ได้ไม่นาน และหลังจากนั้นไม่นาน เราก็มักจะมีความรู้สึกผิด เสียดาย หรือเสียใจตามมาว่าทำไมถึงซื้อของที่ไม่จำเป็นไป หรือทำไมถึงใช้เงินไปเยอะขนาดนั้น จากประสบการณ์ของฉันเคยซื้อกระเป๋าแพงๆ ในช่วงที่เครียดมากๆ พอซื้อเสร็จก็รู้สึกดีใจอยู่พักหนึ่ง แต่พอได้สติกลับมา ก็เริ่มรู้สึกผิดและเสียดายเงินที่ใช้ไป เพราะจริงๆ แล้วกระเป๋าใบนั้นไม่ได้จำเป็นอะไรเลยค่ะ การใช้จ่ายตามอารมณ์จึงเป็นเหมือนดาบสองคมที่ให้ความสุขกับเราแค่ชั่วครู่ แต่กลับทิ้งภาระและปัญหาตามมาในระยะยาว

อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์กับการตัดสินใจที่ไร้เหตุผล

ในยุคโซเชียลมีเดียแบบนี้ อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ก็มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของเรานะคะ เคยไหมคะที่เห็นอินฟลูเอนเซอร์คนโปรดรีวิวสินค้าอะไรสักอย่าง แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกอยากได้ตามขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจสินค้านั้นเลย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Social Proof” ค่ะ คือเรามีแนวโน้มที่จะทำตามหรือเชื่อในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ หรือคนที่เราเชื่อถือทำ จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง ก็เคยโดนอินฟลูเอนเซอร์ป้ายยาให้ซื้อเครื่องสำอางตามมาหลายชิ้นแล้วค่ะ ทั้งๆ ที่บางชิ้นก็ไม่ได้เข้ากับสีผิว หรือความต้องการของเราเลย พอซื้อมาแล้วก็รู้สึกผิดหวัง และเสียดายเงินที่ใช้ไป การตัดสินใจซื้อตามอารมณ์หรือตามคำแนะนำของคนอื่นโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดี อาจจะทำให้เราต้องมานั่งเสียใจทีหลังได้ง่ายๆ เลยค่ะ ฉันจึงอยากให้ทุกคนพยายามตั้งสติก่อนตัดสินใจซื้ออะไร ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่าเราต้องการสินค้านั้นจริงๆ ไหม และมันคุ้มค่ากับเงินที่เราจะจ่ายไปหรือเปล่า อย่าให้อารมณ์หรืออิทธิพลจากคนรอบข้างมาทำให้เราต้องเสียใจภายหลังนะคะ

글을 마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน พอได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้แล้ว รู้สึกคุ้นเคยหรือเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเองบ้างไหมคะ ฉันเชื่อว่าทุกคนน่าจะต้องเคยผ่านประสบการณ์ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมสุดประหลาด” กันมาบ้างไม่มากก็น้อยเลยล่ะค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะฝากไว้ก็คือ การทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องการเงินได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น และไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์หรือกลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เราใช้จ่ายเกินความจำเป็น สุดท้ายแล้ว ความสุขและความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการที่เราเข้าใจตัวเองนี่แหละค่ะ

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ฝึกตั้งคำถามกับตัวเองก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง: ก่อนจะควักเงินจ่าย ลองถามตัวเองสักนิดว่า “เราจำเป็นต้องมีสิ่งนี้จริงๆ หรือเปล่า?”, “นี่คือความต้องการหรือแค่ความอยากได้ชั่วคราว?”, “มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือถูกกว่าไหม?” คำถามง่ายๆ เหล่านี้จะช่วยให้เรามีสติและไม่ถูกอารมณ์ชักจูงง่ายๆ ค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง การหยุดคิดแค่ไม่กี่วินาทีก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ๆ หรือแม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดว่าไม่สำคัญ ก็ช่วยให้ฉันประหยัดเงินไปได้เยอะมากเลยนะคะ เพราะบางทีสิ่งที่เราคิดว่าอยากได้ ณ ตอนนั้น พอเวลาผ่านไปแค่ไม่กี่วัน เราอาจจะลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ การฝึกวินัยเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้จะสร้างความแตกต่างให้กับกระเป๋าเงินของเราได้ในระยะยาวค่ะ อย่ามองข้ามพลังของการหยุดคิดให้ดีก่อนจ่ายนะคะ

2. สร้างระบบการออมแบบอัตโนมัติ: หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยง “Present Bias” คือการทำให้การออมเงินเป็นเรื่องง่ายและไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก ลองตั้งค่าให้เงินเดือนถูกหักเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติทันทีที่เงินเข้า หรือหักเข้ากองทุนรวมเพื่อการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ทุกเดือน เพื่อสร้างวินัยในการออมโดยที่เราไม่ต้องคอยบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า “ต้องเก็บนะ” หรือ “ห้ามใช้เงินก้อนนี้” เพราะเมื่อเงินถูกแยกออกไปตั้งแต่แรก เราก็จะเหลือเงินส่วนที่นำไปใช้จ่ายได้โดยไม่รู้สึกผิดค่ะ ฉันเคยลองใช้วิธีนี้มาแล้ว และมันเวิร์คมากๆ เลยนะคะ จากที่เคยผัดวันประกันพรุ่งเรื่องการออม มาตอนนี้ฉันมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำจากระบบอัตโนมัตินี่แหละค่ะ ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ง่ายและได้ผลจริง

3. ระวัง “ของฟรี” ที่อาจมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายแฝง: อย่าเพิ่งดีใจกับคำว่า “ฟรี” จนกว่าจะแน่ใจว่ามันไม่มีเงื่อนไขหรือค่าใช้จ่ายแฝงใดๆ ตามมา ลองตรวจสอบรายละเอียดให้ดีก่อนเสมอ เช่น การสมัครบัตรเครดิตที่บอกว่าฟรีค่าธรรมเนียมในปีแรก แต่ในปีถัดไปอาจมีค่าใช้จ่าย หรือแอปพลิเคชันฟรีที่ต้องซื้อฟังก์ชันเพิ่มเติมเพื่อใช้งานได้อย่างเต็มที่ ฉันเองก็เคยพลาดมาแล้วกับการหลงเชื่อคำว่าฟรี สุดท้ายต้องมาเสียเงินมากกว่าที่คิดไว้แต่แรก การที่เราเข้าใจว่าธุรกิจต่างๆ มีกลยุทธ์ในการสร้างรายได้เสมอ จะทำให้เราไม่ตกหลุมพรางของ “Zero Price Effect” และใช้จ่ายได้อย่างรอบคอบมากขึ้นค่ะ อย่าให้ความตื่นเต้นกับของฟรีมาบดบังเหตุผลของเราไปนะคะ

4. ท้าทายตัวเองให้ลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ: อย่าปล่อยให้ “Status Quo Bias” มาขัดขวางโอกาสในการได้รับสิ่งที่ดีกว่าในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลองเปลี่ยนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต, สำรวจผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า หรือแม้แต่การเปลี่ยนไปใช้แบรนด์สินค้าที่คุ้มค่ากว่า ลองเปิดใจและใช้เวลาศึกษาข้อมูลดูสักนิด คุณอาจจะพบว่ามีสิ่งดีๆ รออยู่มากมายโดยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ได้นะคะ จากประสบการณ์ของฉันเอง การที่ฉันกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซนและลองอะไรใหม่ๆ ทำให้ฉันได้เจอช่องทางการลงทุนที่ดีกว่า ได้ใช้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ก็สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตเราได้นะคะ

5. แยกอารมณ์ออกจากกระเป๋าเงินให้ได้: เมื่อรู้สึกเครียด เบื่อ หรือเหงา ลองหากิจกรรมอื่นทำที่ไม่เกี่ยวกับการช็อปปิ้ง เช่น ออกกำลังกาย, อ่านหนังสือ, ดูหนัง, หรือพูดคุยกับเพื่อนสนิท เพื่อระบายความรู้สึกแทนการใช้จ่ายเงิน การตัดสินใจซื้อในช่วงที่อารมณ์ไม่คงที่มักจะนำไปสู่ความเสียใจในภายหลังเสมอค่ะ ฉันเองก็เคยใช้การช็อปปิ้งเป็นทางออกเวลาที่รู้สึกไม่ดี แต่สุดท้ายมันก็แค่ความสุขชั่วคราวที่ตามมาด้วยความรู้สึกผิดและภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ตอนนี้ฉันเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ตัวเองด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การใช้เงินแล้ว และรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ การฝึกควบคุมอารมณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นทักษะที่สำคัญมากในการสร้างความมั่นคงทางการเงินนะคะ

중요 사항 정리

โลกของการเงินที่เราคิดว่ามีแต่เหตุผลและตัวเลขนั้น แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาและพฤติกรรมของเราเองค่ะ การเข้าใจอคติทางความคิดต่างๆ เช่น การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย, การยึดติดกับข้อมูลแรก, การให้คุณค่ากับปัจจุบัน, หรือการบริโภคเพื่ออวดอ้าง จะช่วยให้เรามองเห็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจทางการเงินที่ “ไม่สมเหตุสมผล” ของตัวเองและคนรอบข้าง การมีสติในการใช้จ่าย, การวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ, และการไม่กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามกับดักเหล่านี้ และสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างแท้จริงค่ะ.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ทำไมคนไทยเราถึงชอบตัดสินใจซื้อของ “เกินตัว” หรือซื้อของที่ไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ในใจก็รู้ว่ามันอาจจะทำให้การเงินตึงมือได้คะ?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ! ฉันเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆ (สารภาพเลยค่ะ!) จริงๆ แล้วมันมีหลายปัจจัยมากๆ ที่ทำให้เรา “อดใจไม่ไหว” ค่ะเราทุกคนชอบความสุขที่ได้มาง่ายๆ และรวดเร็วใช่ไหมคะ?
เวลาเห็นของที่ถูกใจ หรือเห็นเพื่อนมี เราก็อยากมีบ้างทันที ความรู้สึก “อยากได้เดี๋ยวนี้” มันมักจะชนะเหตุผลที่บอกว่า “ต้องประหยัดนะ” ไปซะงั้น เหมือนเวลาเราเห็นโปรโมชั่น “ซื้อ 1 แถม 1” หรือ “ลด 50%” ที่จำกัดเวลา เรามักจะรู้สึกว่า “ถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะพลาด!” ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นก็ได้ค่ะยุคนี้โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลกับเรามากจริงๆ ค่ะ บางทีเราก็ซื้อของแบรนด์เนมแพงๆ ไปเที่ยวคาเฟ่เก๋ๆ ที่อาหารแพงหูฉี่ หรือเปลี่ยนโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งๆ ที่ของเก่าก็ยังใช้ได้ดีอยู่เลย จุดประสงค์ก็เพื่อ “รูปสวยๆ ลงโซเชียล” เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเรามีชีวิตที่ดี หรือเพื่อให้รู้สึกว่าเรา “ไม่ตกเทรนด์” พฤติกรรมนี้เกิดจากความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนอื่น ซึ่งบางครั้งก็มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจำเป็นของเราค่ะเคยไหมคะที่เห็นเพื่อนสนิทซื้อของชิ้นนี้แล้วอยากได้ตาม?
หรือเห็นรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์คนโปรดแล้วรู้สึกว่า “ต้องมี!” พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า “Herding Behavior” ค่ะ คือเรามีแนวโน้มที่จะทำตามคนส่วนใหญ่หรือคนที่เราชื่นชอบ เพราะคิดว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง หรือเป็นสิ่งที่ควรมี ซึ่งกลไกการตลาดสมัยใหม่ก็มักจะใช้จุดนี้มากระตุ้นให้เราควักเงินในกระเป๋าได้ง่ายขึ้นค่ะ

ถาม: ในยุคที่ AI และอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลกับการตัดสินใจซื้อของเรามากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยอย่างเราจะรับมือกับการใช้จ่ายอย่างไรให้ฉลาดขึ้นได้บ้างคะ?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้ทันสมัยและสำคัญมากๆ เลยค่ะ! เพราะทุกวันนี้ข้อมูลไหลเข้ามาหาเราเยอะมาก จนบางทีเราก็หลงไปกับกระแสได้ง่ายๆ เลยค่ะ ฉันมีวิธีที่ลองใช้แล้วรู้สึกว่าได้ผลดีมาแบ่งปันค่ะถ้าคุณกำลังอยากได้ของชิ้นใหญ่หรือของราคาแพงมากๆ ลองพักความคิดนั้นไว้ก่อนสัก 24 ชั่วโมงค่ะ ลองถามตัวเองใหม่ในวันรุ่งขึ้นว่า “เรายังอยากได้มันอยู่ไหม?” หรือ “มันจำเป็นจริงๆ รึเปล่า?” บ่อยครั้งที่คุณจะพบว่าความอยากได้มันลดลงไปเยอะเลย หรือไม่ก็คิดออกว่ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า การให้เวลากับตัวเองได้คิดทบทวน จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ชั่ววูบค่ะอันนี้เป็นหัวใจสำคัญเลยค่ะ!
ลองนั่งคุยกับตัวเองดูว่า “เราอยากมีเงินเก็บเท่าไหร่ในอีก 1 ปีข้างหน้า?” “เรามีหนี้บัตรเครดิตที่ต้องเคลียร์ไหม?” หรือ “เราอยากไปเที่ยวต่างประเทศช่วงสิ้นปีรึเปล่า?” เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราจะใช้จ่ายจะถูกนำมาพิจารณาว่า “มันพาเราเข้าใกล้เป้าหมายของเราได้จริงไหม?” การมีเป้าหมายเหมือนมีเข็มทิศนำทางค่ะอินฟลูเอนเซอร์หรือรีวิวสินค้าต่างๆ มีประโยชน์ แต่เราต้องรู้จัก “เลือกเสพ” และ “ตั้งคำถาม” ค่ะ ลองถามตัวเองว่า “คนที่รีวิวได้รับสปอนเซอร์ไหม?” “สินค้าชิ้นนี้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความจำเป็นของเราจริงๆ รึเปล่า?” อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมดที่เห็น ให้เวลาตัวเองได้หาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง และพิจารณาจากมุมมองที่เป็นกลางที่สุดค่ะ จำไว้ว่า AI หรืออัลกอริทึมถูกออกแบบมาเพื่อให้เรา “เห็น” ในสิ่งที่เรามีแนวโน้มจะ “ซื้อ” ดังนั้นเราต้องมีสติและรู้เท่าทันค่ะ

ถาม: ทำไมคนไทยเราถึงยอมจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพแบบป้องกัน ทั้งๆ ที่บางคนก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนคะ? นี่ถือเป็นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่แปลกไหมคะ?

ตอบ: เป็นคำถามที่น่าสนใจและฉันมองว่ามันไม่ได้แปลกเลยค่ะ! ตรงกันข้าม ฉันกลับคิดว่านี่คือสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางความคิดของเราค่ะลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราป่วยหนักขึ้นมา ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะสูงกว่าการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันเยอะแค่ไหน?
การยอมจ่ายเงินกับวิตามิน อาหารเสริม การออกกำลังกาย หรืออาหารคลีน อาจจะดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในวันนี้ แต่ในระยะยาวแล้ว มันคือการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงที่เราจะเจ็บป่วยร้ายแรงในอนาคตค่ะ ความรู้สึก “กลัวที่จะสูญเสียสุขภาพที่ดี” หรือ “กลัวค่ารักษาที่แพงมหาศาล” นี่แหละค่ะที่ผลักดันให้เราเลือกที่จะป้องกันไว้ก่อน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมเรียกว่า “Loss Aversion” คือเรากลัวการสูญเสียมากกว่าอยากได้กำไรค่ะคนไทยเราให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องการรักษายามป่วย แต่เป็นการดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและเต็มที่ การมีสุขภาพดีเป็นเหมือนรากฐานของความสุขอื่นๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การท่องเที่ยว หรือการอยู่กับคนที่รัก เราจึงยอมจ่ายเพื่อรักษาสิ่งที่มีค่านี้ไว้ค่ะทุกวันนี้เราเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ โซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่คนรอบข้างที่หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น การดื่มน้ำผักผลไม้สกัดเย็น การเข้าคลาสโยคะ หรือการกินอาหารออร์แกนิก จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวยอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปก็ให้ความสำคัญและจัดสรรงบประมาณเพื่อสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement