สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้พลอยอยากชวนเพื่อนๆ มาเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวที่เราอาจมองข้ามไปนะคะ เคยไหมคะที่รู้สึกว่าปัญหาโลกร้อนหรือเรื่องสิ่งแวดล้อมมันดูใหญ่โตจนเราไม่รู้จะเริ่มแก้จากตรงไหน?

บางทีคำตอบอาจจะซ่อนอยู่ใน ‘เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ’ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Freakonomics ก็เป็นได้ค่ะ! ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะว่าการตัดสินใจเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรากลับมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลกใบนี้อย่างคาดไม่ถึง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แปลกๆ เหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจและรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้ยังไงบ้าง เตรียมตัวพบกับเรื่องราวสุดว้าวที่จะทำให้คุณมองปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ เราไปค้นพบคำตอบที่น่าทึ่งด้วยกันเลยดีกว่า!
มองปัญหาโลกแบบไม่เหมือนเดิม: เปิดมุมมอง “เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ”
ทำไมเรื่องเล็กๆ ถึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก?
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ พลอยเชื่อว่าหลายคนคงเคยคิดเหมือนพลอยใช่ไหมคะ ว่าปัญหาโลกร้อนหรือเรื่องสิ่งแวดล้อมมันช่างดูยิ่งใหญ่และซับซ้อนเสียเหลือเกินจนบางทีก็รู้สึกท้อใจ ไม่รู้จะเริ่มต้นแก้ไขจากตรงไหนดี ยิ่งข้อมูลเยอะแยะไปหมด ยิ่งทำให้เราสับสนว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง และอะไรคือทางออกที่ยั่งยืนกันแน่ แต่พอพลอยได้ลองศึกษาแนวคิด “เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ” หรือ Freakonomics ดูแล้ว ต้องบอกเลยว่ามันเปิดโลกให้พลอยมากๆ ค่ะ!
มันทำให้เรามองเห็นว่าบางทีต้นตอของปัญหาที่เราคิดว่าเป็นเรื่องซับซ้อน อาจจะมาจากแรงจูงใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรา หรือแม้กระทั่งการออกแบบระบบที่ไม่ได้คำนึงถึงพฤติกรรมมนุษย์อย่างแท้จริง พลอยเองก็เคยคิดว่าการรณรงค์ให้คนลดใช้พลาสติกมันง่ายๆ แค่บอกให้ทำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้นเยอะเลยค่ะ บางทีปัญหาการทิ้งขยะเกลื่อนกลาดที่เราเห็นตามท้องถนนในบ้านเรา อาจจะไม่ได้เกิดจากคนไม่รักความสะอาดเสมอไป แต่อาจจะมาจากจำนวนถังขยะที่ไม่เพียงพอ หรือค่าปรับที่ไม่สูงพอที่จะเป็นแรงยับยั้งก็ได้นะคะ พอคิดแบบนี้แล้วมันทำให้พลอยตื่นเต้นที่จะเจาะลึกไปในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปัญหาใหญ่ๆ เหล่านี้ค่ะ
เมื่อมองปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ที่ต่างไป
สิ่งที่พลอยประทับใจมากจากการเรียนรู้แนวคิดนี้คือการที่มันชวนให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยเชื่อ พลอยจำได้ว่าตอนที่ได้ยินเรื่องราวว่าทำไมบางคนถึงเลือกที่จะโกงข้อสอบ หรือทำไมพ่อแม่บางคนถึงตั้งชื่อลูกแปลกๆ ตอนแรกก็งงๆ ว่ามันจะมาเกี่ยวอะไรกับสิ่งแวดล้อม แต่พอได้อ่านลึกๆ ก็พบว่ามันเกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออกเลยค่ะ เพราะหัวใจสำคัญของ Freakonomics คือการมองหาแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ สังคม หรือศีลธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้คนเราตัดสินใจทำหรือไม่ทำบางสิ่งบางอย่าง และแน่นอนว่าการตัดสินใจเหล่านั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในบ้านเราก็คือเรื่องการจัดการขยะค่ะ หลายคนอาจจะบ่นว่าทำไมคนไทยไม่ชอบแยกขยะ แต่ถ้าเราลองมองดีๆ จะเห็นว่าระบบการแยกขยะของเรายังไม่สะดวกพอ แรงจูงใจในการแยกขยะยังไม่ชัดเจนพอ เช่น ไม่มีถังขยะแยกประเภทที่เข้าถึงง่าย หรือไม่มีการให้รางวัลสำหรับคนที่แยกขยะอย่างจริงจัง พอเป็นแบบนี้แล้ว พลอยเลยรู้สึกว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่การบอกให้คนทำดีอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจ “ทำไม” คนถึงทำหรือไม่ทำ และออกแบบระบบที่เอื้อต่อพฤติกรรมที่พึงประสงค์จริงๆ ค่ะ
ทำไมนโยบายสิ่งแวดล้อมดีๆ ถึงไม่ค่อยได้ผล? เบื้องลึกพฤติกรรมมนุษย์
ต้นทุนที่มองไม่เห็น: เมื่อการอนุรักษ์ไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน
หลายครั้งที่พลอยเห็นนโยบายดีๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมออกมา แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมคะว่าทำไม? พลอยเองก็เคยเป็นแบบนั้นค่ะ แต่พอได้ลองมองผ่านเลนส์ของ Freakonomics ก็เริ่มเข้าใจว่าบางทีเราอาจจะมองข้าม “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ไปค่ะ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเงินทองนะคะ แต่ยังรวมถึงความไม่สะดวกสบาย การเสียเวลา หรือแม้แต่ “ต้นทุนทางสังคม” ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม พลอยจำได้ว่าช่วงที่มีการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก หลายคนก็บ่นว่าลำบาก ต้องพกถุงผ้าเอง หรือบางทีก็ลืมพกไป การที่ร้านค้าไม่มีถุงพลาสติกให้ ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือต้นทุนที่มองไม่เห็นที่ทำให้บางคนเลือกที่จะเลี่ยงการปฏิบัติตามนโยบาย แม้ว่าใจจริงแล้วจะอยากช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมก็ตามค่ะ การทำความเข้าใจต้นทุนเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้เราออกแบบนโยบายที่ใช้งานได้จริงและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่นโยบายที่ดูดีบนกระดาษเท่านั้น
แรงจูงใจที่ซ่อนเร้น: อะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนการกระทำของเรา?
นอกเหนือจากต้นทุนที่มองไม่เห็นแล้ว “แรงจูงใจ” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ Freakonomics ให้ความสนใจเป็นอย่างมากค่ะ พลอยเคยคิดว่าคนเราจะทำดีก็เพราะอยากทำดี แต่จริงๆ แล้วมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยค่ะ แรงจูงใจไม่ได้มีแค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่มันยังรวมถึงการได้รับการยอมรับจากสังคม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือแม้แต่ความกลัวการถูกลงโทษ พลอยเคยเห็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในต่างประเทศเกี่ยวกับการลดการใช้พลังงานในบ้าน เขาไม่ได้แค่บอกให้คนประหยัดไฟ แต่เขาส่งใบแจ้งหนี้ที่เปรียบเทียบการใช้พลังงานของเรากับเพื่อนบ้านที่ประหยัดที่สุดค่ะ ผลปรากฏว่าการเห็นว่าตัวเองใช้ไฟมากกว่าเพื่อนบ้าน กลายเป็นแรงจูงใจให้หลายคนพยายามลดการใช้พลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าแรงจูงใจทางสังคมสามารถทำงานได้ดีกว่าการบอกให้ประหยัดไฟเฉยๆ พลอยว่าในบริบทของประเทศไทยเราก็น่าจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ได้นะคะ เช่น การสร้างแรงจูงใจให้คนใช้รถสาธารณะมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดเงิน แต่รวมถึงการสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการลดมลพิษ หรือการมอบสิทธิพิเศษบางอย่างให้กับผู้ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมค่ะ
กลลวงเล็กๆ ที่เปลี่ยนโลก: พลังของการออกแบบทางเลือก (Nudge)
แค่เปลี่ยนมุมมอง ชีวิตก็เปลี่ยน: Nudge กับสิ่งแวดล้อม
เคยไหมคะที่รู้สึกว่าตัวเองอยากทำสิ่งที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ พลอยเองก็เป็นบ่อยค่ะ เช่น อยากลดการใช้พลาสติก แต่บางทีก็เผลอหยิบถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อมาเสียแล้ว พอได้มารู้จักกับแนวคิดเรื่อง “Nudge” หรือการสะกิดเบาๆ เพื่อชี้นำให้คนตัดสินใจไปในทางที่ต้องการโดยไม่บังคับ ต้องบอกเลยว่ามันว้าวมากๆ ค่ะ Nudge ไม่ได้เป็นการออกคำสั่งหรือกำหนดกฎที่เข้มงวด แต่เป็นการออกแบบสภาพแวดล้อมหรือทางเลือกให้เอื้อต่อการตัดสินใจที่ดี พลอยเคยเห็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือการเปลี่ยนตำแหน่งของปุ่มเลือกเมนูอาหารในโรงอาหารให้ตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารมังสวิรัติ หรืออาหารที่ผลิตในท้องถิ่น ไปอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ง่ายกว่า หรืออยู่ด้านบนสุดของรายการ ทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเลือกเมนูเหล่านั้นมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ นี่แสดงให้เห็นว่าบางทีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในการนำเสนอทางเลือก ก็สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อการตัดสินใจของผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้ค่ะ
สร้างทางเลือกให้เป็นเรื่องง่าย: เปลี่ยนพฤติกรรมให้ยั่งยืน
ในบ้านเราเองก็มีหลายอย่างที่เราสามารถนำแนวคิด Nudge มาปรับใช้เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้นะคะ พลอยคิดว่าถ้าเราลองหันมามองเรื่องการจัดการขยะให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เช่น การจัดวางถังขยะแยกประเภทให้โดดเด่นและเข้าใจง่าย มีภาพประกอบที่ชัดเจนว่าขยะประเภทไหนทิ้งถังไหน หรือแม้กระทั่งการออกแบบถังขยะให้ดูน่าใช้มากขึ้น ก็อาจจะช่วยให้คนอยากแยกขยะมากขึ้นค่ะ หรือลองจินตนาการดูนะคะ ถ้าในร้านกาแฟที่เราไปเป็นประจำ เขามีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่นำแก้วมาเอง โดยที่ไม่ต้องไปขอส่วนลด แต่เป็นการลดราคาให้ทันทีเมื่อพนักงานเห็นแก้วของเรา ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนพกแก้วมาเองโดยไม่ต้องคิดเยอะเลยค่ะ พลอยว่าการทำให้ “ทางเลือกที่ดี” เป็น “ทางเลือกที่ง่ายและสะดวก” ที่สุด จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนให้เป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืนได้จริงๆ ค่ะ ไม่ต้องไปบังคับ แต่ใช้การชี้นำอย่างชาญฉลาดแทน
ถอดรหัสพฤติกรรม: เมื่อราคาไม่ใช่แค่ตัวเลข
ค่าปรับที่ไม่ใช่แค่การลงโทษ: แรงจูงใจสองคม
หลายคนอาจจะคิดว่าการปรับเงินคือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเปลี่ยนพฤติกรรมคนใช่ไหมคะ พลอยเองก็เคยคิดแบบนั้นค่ะ แต่จากแนวคิด Freakonomics มันทำให้พลอยเห็นว่าบางทีค่าปรับก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการลงโทษ แต่มันสามารถกลายเป็น “แรงจูงใจสองคม” ได้ค่ะ พลอยเคยอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่ประสบปัญหาผู้ปกครองมารับลูกช้า เขาเลยลองนำระบบปรับเงินมาใช้ ปรากฏว่าแทนที่ผู้ปกครองจะมารับลูกเร็วขึ้น กลับมีผู้ปกครองมารับลูกช้ามากขึ้นเสียอีก!
เพราะอะไรน่ะเหรอคะ? เพราะเมื่อมีการปรับเงิน ผู้ปกครองบางคนกลับมองว่าการจ่ายค่าปรับเป็นการ “ซื้อเวลา” และลดความรู้สึกผิดลงไปค่ะ กลายเป็นว่าค่าปรับไปเปลี่ยนแรงจูงใจจากเดิมที่เป็น “แรงจูงใจทางศีลธรรม” (รู้สึกผิดที่ทำให้ครูต้องรอนาน) ให้กลายเป็น “แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ” (จ่ายเงินแล้วจบ) แทนค่ะ
ออกแบบค่าปรับให้สร้างสรรค์: แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
จากตัวอย่างนี้ พลอยเลยคิดว่าในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเรา ก็ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ค่าปรับให้ดีค่ะ ถ้าเรากำหนดค่าปรับสำหรับการทิ้งขยะไม่เป็นที่ต่ำเกินไป ผู้คนก็อาจจะมองว่าเป็นการจ่ายเงินแลกกับการทิ้งขยะได้ หรือถ้าสูงเกินไปก็อาจจะสร้างภาระให้กับคนที่มีรายได้น้อยโดยที่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ ค่ะ พลอยว่าแทนที่จะเน้นแค่การปรับเงิน เราควรจะหันมาพิจารณาแรงจูงใจอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การสร้างความภาคภูมิใจในการรักษาสิ่งแวดล้อม การให้รางวัลสำหรับคนที่ปฏิบัติตัวดี หรือการสร้างระบบที่ทำให้การทิ้งขยะถูกที่ถูกทางเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดค่ะ บางทีการลงโทษอาจจะไม่ใช่คำตอบเสมอไป แต่การทำความเข้าใจพฤติกรรมและแรงจูงใจที่ซับซ้อนของมนุษย์ต่างหาก ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสร้างสรรค์กว่าค่ะ
วิกฤตสิ่งแวดล้อม: โอกาสใหม่ทางธุรกิจที่ซ่อนอยู่
เปลี่ยนปัญหาเป็นกำไร: เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้แค่เรื่องดี แต่ทำเงินได้
พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจจะนึกถึงแต่เรื่องการเสียสละ การลด ละ เลิก หรือการลงทุนที่ไม่ได้ผลตอบแทนทันทีใช่ไหมคะ แต่พลอยอยากชวนเพื่อนๆ มามองอีกมุมหนึ่งค่ะว่าภายใต้วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ดูน่ากลัวนี้ จริงๆ แล้วมันซ่อน “โอกาสทอง” ทางธุรกิจเอาไว้มากมายเลยค่ะ แนวคิด Freakonomics สอนให้เรามองหาแรงจูงใจและผลกระทบที่ซ่อนอยู่ ซึ่งในกรณีของสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กำลังสร้างตลาดขนาดใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมค่ะ พลอยเห็นหลายๆ แบรนด์ในไทยเริ่มหันมาผลิตสินค้าที่ยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่าย เสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล หรือแม้แต่อาหารออร์แกนิกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ การลงทุนในธุรกิจสีเขียวไม่ใช่แค่การทำเพื่อสังคม แต่เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดในระยะยาว เพราะความต้องการของตลาดกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดเลยค่ะ
นวัตกรรมเพื่อโลก: สร้างสรรค์โซลูชั่นใหม่ๆ ให้กับปัญหาเก่า
นอกจากสินค้าแล้ว บริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมก็กำลังมาแรงเช่นกันค่ะ พลอยเห็นสตาร์ทอัพหลายรายเริ่มหันมาพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด หรือแม้แต่บริการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนสำหรับองค์กรต่างๆ พลอยว่านี่เป็นยุคทองของนักคิดและนักธุรกิจที่มองเห็นโอกาสในการสร้างสรรค์โซลูชั่นใหม่ๆ ที่ไม่เพียงแค่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ แต่ยังสร้างผลกำไรได้อีกด้วยค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะ ถ้าเราสามารถคิดค้นวิธีการเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นวัสดุที่มีมูลค่าสูง หรือพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชโดยใช้น้ำน้อยลงได้ มันไม่ใช่แค่การช่วยเหลือโลก แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเลยนะคะ พลอยเชื่อว่าคนไทยเรามีความคิดสร้างสรรค์และไม่แพ้ชาติใดในโลกแน่นอนค่ะ
จากขยะสู่ขุมทรัพย์: เศรษฐกิจหมุนเวียนในมุมมองใหม่
หมดแล้วยุค “ใช้แล้วทิ้ง”: เปิดประตูสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
พลอยว่าหลายๆ คนคงคุ้นเคยกับแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy กันบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่พอได้มองผ่านเลนส์ของ Freakonomics พลอยกลับพบว่ามันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าแค่การรีไซเคิลธรรมดาๆ ค่ะ มันคือการเปลี่ยนความคิดพื้นฐานของเราจากการมองว่าของที่ใช้แล้วคือ “ขยะ” ไปสู่การมองว่าเป็น “ทรัพยากร” ที่มีมูลค่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงมุมมองนี้เองที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน พลอยเคยเห็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายๆ ประเทศที่สามารถเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นพลังงาน หรือเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างได้ ซึ่งมันน่าทึ่งมากๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่ลดปริมาณขยะฝังกลบ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่าอีกด้วย
โมเดลธุรกิจใหม่: สร้างรายได้จากการ “ไม่ทิ้ง”
ในประเทศไทยเองก็มีตัวอย่างของธุรกิจที่นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้และประสบความสำเร็จแล้วนะคะ พลอยเห็นหลายๆ แบรนด์ที่เริ่มออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงวงจรชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน การออกแบบให้สามารถซ่อมแซมได้ง่าย หรือแม้กระทั่งการรับคืนผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ พลอยว่านี่คือทิศทางที่ธุรกิจควรจะเดินไปค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้า สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และที่สำคัญที่สุดคือสามารถสร้างรายได้ใหม่ๆ จากการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วยค่ะ การมองขยะเป็นขุมทรัพย์ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริงในยุคสมัยนี้ค่ะ
อนาคตโลกที่สร้างได้: การลงทุนในความยั่งยืน
การตัดสินใจของเราวันนี้ กำหนดโลกใบใหม่
หลังจากที่เราได้ลองมองปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านแว่นของ Freakonomics กันไปแล้ว พลอยหวังว่าเพื่อนๆ จะเริ่มเห็นว่าจริงๆ แล้วปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจและแก้ไขได้ใช่ไหมคะ ทุกการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การเดินทาง หรือแม้แต่การจัดการขยะ ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อโลกใบนี้ทั้งสิ้นค่ะ พลอยเชื่อว่าเราทุกคนมีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงค่ะ การเลือกสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน การเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หรือแม้แต่การพูดคุยเรื่องสิ่งแวดล้อมกับคนรอบข้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนในอนาคตที่ดีกว่าค่ะ พลอยเองก็พยายามปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกันค่ะ เพราะเชื่อว่าถ้าเราแต่ละคนเริ่มจากตัวเอง ผลรวมของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหล่านี้จะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอนค่ะ
ร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
พลอยอยากจะบอกเพื่อนๆ ว่าไม่ต้องรู้สึกว่าต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่หรือเป็นฮีโร่กอบกู้โลกหรอกนะคะ แค่เริ่มต้นจากสิ่งที่เราทำได้ใกล้ตัว เช่น การลดใช้พลาสติกเท่าที่จำเป็น การแยกขยะให้ถูกประเภท หรือการประหยัดพลังงานในบ้าน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกของเราแล้วค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือการที่เราไม่หยุดที่จะเรียนรู้และตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัวค่ะ เพราะบางทีคำตอบของปัญหาที่ยิ่งใหญ่ อาจจะซ่อนอยู่ในมุมที่เราคาดไม่ถึง เหมือนกับแนวคิดของ Freakonomics ที่ทำให้พลอยได้มองเห็นโลกในมุมที่ต่างออกไป และรู้สึกมีพลังที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นค่ะ มาสร้างโลกที่ยั่งยืนและน่าอยู่ไปด้วยกันนะคะทุกคน!
กรณีศึกษาที่น่าสนใจ: เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการเปรียบเทียบ
พลังของ “การเปรียบเทียบทางสังคม” ในการประหยัดพลังงาน

พลอยเคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ ในหลายประเทศ เขาไม่ได้แค่รณรงค์ให้คนประหยัดไฟ แต่เขาใช้ “การเปรียบเทียบทางสังคม” มาเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นพฤติกรรมค่ะ บริษัทพลังงานจะส่งรายงานการใช้พลังงานประจำเดือนไปให้ลูกค้า โดยในรายงานนั้นจะแสดงให้เห็นว่าบ้านของเราใช้พลังงานเท่าไหร่ และเปรียบเทียบกับการใช้พลังงานของเพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกัน หรือบ้านที่มีขนาดใกล้เคียงกันค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้คนมีแนวโน้มที่จะลดการใช้พลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเห็นว่าตัวเองใช้พลังงานมากกว่าเพื่อนบ้าน!
พลอยคิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ เลยว่าแรงจูงใจทางสังคม เช่น ความอยากที่จะ “ดีกว่า” หรือ “ไม่น้อยหน้า” คนอื่น สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมของเราได้มากกว่าแค่เรื่องของเงินๆ ทองๆ ค่ะ
ทำไมถึงได้ผลดีกว่าการแค่ลดราคา?
สาเหตุที่วิธีนี้ได้ผลดีกว่าการลดราคาค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวก็เพราะว่ามันไปกระตุ้น “อารมณ์” และ “ความรู้สึก” ของผู้คนค่ะ ไม่มีใครอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบ หรือใช้ทรัพยากรเปลืองกว่าคนอื่นใช่ไหมคะ การเห็นตัวเลขเปรียบเทียบแบบนี้มันกระตุ้นให้เราฉุกคิดและอยากจะปรับปรุงตัวเองค่ะ พลอยว่าในบ้านเราก็สามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ได้นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดขยะ การประหยัดน้ำ หรือแม้แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การที่เราสามารถมองเห็นได้ว่าพฤติกรรมของเราเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในสังคม อาจจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราอยากจะทำสิ่งที่ดีขึ้นได้ค่ะ เพราะบางทีการทำดีเพื่อโลกมันก็ต้องมีเพื่อนร่วมทางและแรงผลักดันจากรอบข้างด้วยนะคะ
สรุปแก่นสำคัญของเศรษฐศาสตร์นอกกรอบกับสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
พลอยขอสรุปสิ่งที่พลอยได้เรียนรู้และตกผลึกมาให้เพื่อนๆ เข้าใจง่ายๆ นะคะว่าแก่นสำคัญของ Freakonomics ที่นำมาปรับใช้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมคือการที่เราต้องมองให้ลึกไปกว่าสิ่งที่เห็นผิวเผินค่ะ ไม่ใช่แค่การบอกให้คนทำดี แต่ต้องเข้าใจว่าอะไรคือ “แรงจูงใจ” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของพวกเขา อะไรคือ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ที่ทำให้คนไม่เลือกที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ และเราจะสามารถ “ออกแบบทางเลือก” หรือ “สะกิดเบาๆ (Nudge)” อย่างไรให้คนสามารถตัดสินใจในทิศทางที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้นค่ะ พลอยรู้สึกว่าพอเราเข้าใจหลักการเหล่านี้แล้ว การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันก็ไม่ได้ดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวหรือยากเย็นอีกต่อไปค่ะ แต่มันกลายเป็นเรื่องที่เราสามารถวิเคราะห์และหาทางออกได้อย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์มากขึ้นค่ะ
ตารางเปรียบเทียบ: แนวคิดเดิม vs. เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ
พลอยทำตารางสรุปง่ายๆ ให้เพื่อนๆ เห็นภาพความแตกต่างระหว่างแนวคิดเดิมๆ กับแนวคิดจาก Freakonomics ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนะคะ จะได้เห็นกันชัดๆ ว่าการเปลี่ยนมุมมองเล็กน้อย สามารถนำไปสู่โซลูชั่นที่แตกต่างกันได้อย่างไรค่ะ
| ประเด็นปัญหา | แนวคิดแบบเดิม | แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์นอกกรอบ (Freakonomics) |
|---|---|---|
| การลดปริมาณขยะ | รณรงค์ให้คนทิ้งขยะน้อยลง, แยกขยะ, เพิ่มค่าปรับ | ทำความเข้าใจแรงจูงใจคนทิ้งขยะ/ไม่แยกขยะ, ออกแบบถังขยะให้ใช้งานง่ายและน่าใช้, สร้างแรงจูงใจทางสังคม/รางวัล, ลดความไม่สะดวกในการแยกขยะ |
| การประหยัดพลังงาน | บอกให้ประหยัดไฟ, ขึ้นราคาค่าไฟ | ส่งใบแจ้งหนี้เปรียบเทียบการใช้ไฟกับเพื่อนบ้าน, สร้างระบบให้เลือกใช้พลังงานทางเลือกง่ายขึ้น (Nudge), ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้พลังงาน |
| การลดการใช้พลาสติก | บังคับงดใช้ถุงพลาสติก, ห้ามใช้พลาสติกบางชนิด | สร้างแรงจูงใจให้พกถุงผ้า/แก้วส่วนตัว (เช่น ส่วนลดทันที), ออกแบบบรรจุภัณฑ์ทางเลือกให้สะดวกและราคาเข้าถึงง่าย, ทำให้การใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเป็นเรื่องที่ “เท่” ในสังคม |
หวังว่าตารางนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะว่าการมองปัญหาด้วยมุมที่ต่างไป จะนำไปสู่ทางออกที่สร้างสรรค์และยั่งยืนได้อย่างไรค่ะ
글을마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ พลอยเชื่อว่าหลังจากที่เราได้พากันสำรวจโลกของ “เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ” หรือ Freakonomics ไปแล้ว หลายคนคงจะเริ่มมองปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราในมุมที่แตกต่างไปจากเดิมใช่ไหมคะ สำหรับพลอยเอง การได้เรียนรู้แนวคิดนี้มันไม่ใช่แค่ทำให้เราเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น แต่มันยังทำให้พลอยรู้สึกมีพลังและมองเห็นทางออกที่สร้างสรรค์กว่าเดิมเยอะเลยค่ะ บางทีการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ของโลกใบนี้ ไม่ได้มาจากกฎหมายที่เข้มงวด หรือแคมเปญรณรงค์ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่อาจจะเริ่มต้นจากการที่เราเข้าใจแรงจูงใจเล็กๆ ของมนุษย์เรานี่แหละค่ะ
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากตัวเราเอง และมันจะยิ่งทรงพลังเมื่อเราทุกคนร่วมมือกัน พลอยเองก็กำลังพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว หรือแม้แต่การเลือกสนับสนุนสินค้าและบริการของธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พลอยอยากให้เพื่อนๆ ลองนำแนวคิดที่ได้จากวันนี้ไปลองตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัวดูนะคะ แล้วเราอาจจะพบว่าคำตอบของปัญหาที่ดูเหมือนยาก อาจจะซ่อนอยู่ในมุมที่เรามองข้ามไปก็ได้ค่ะ มาร่วมสร้างโลกที่น่าอยู่และยั่งยืนไปด้วยกันนะคะทุกคน
알아두면 쓸모 있는 정보
1. มองหา “แรงจูงใจ” ที่ซ่อนอยู่: เวลาเจอพฤติกรรมบางอย่างที่ดูแปลกๆ หรือไม่สมเหตุสมผล ลองตั้งคำถามดูนะคะว่า “อะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริง” ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นๆ บางทีคำตอบอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของสังคม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือแม้แต่ความสะดวกสบายก็ได้ค่ะ การเข้าใจแรงจูงใจนี้จะช่วยให้เราหาวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้นเยอะเลยค่ะ.
2. พลังของ “Nudge” ในชีวิตประจำวัน: ลองสังเกตดูนะคะว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวเราถูก “ออกแบบ” มาเพื่อชี้นำพฤติกรรมของเราอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเรียงสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต การวางปุ่มกดเลือกในแอปพลิเคชัน หรือแม้แต่การออกแบบป้ายบอกทาง การที่เราตระหนักรู้ถึง Nudge เหล่านี้ จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดขึ้น และบางทีเราเองก็สามารถนำหลักการนี้ไปปรับใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิตของเราได้ด้วยค่ะ.
3. สนับสนุนธุรกิจสีเขียวในท้องถิ่น: ในประเทศไทยเรามีธุรกิจเล็กใหญ่จำนวนมากที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน ลองค้นหาและสนับสนุนสินค้าหรือบริการของธุรกิจเหล่านี้ดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่ใช้แก้วรีไซเคิล ร้านอาหารที่เน้นวัตถุดิบอินทรีย์ หรือสินค้าแฟชั่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ การสนับสนุนของเราไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโต แต่ยังส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจสีเขียวในวงกว้างด้วยค่ะ.
4. ลองใช้การ “เปรียบเทียบทางสังคม” กับตัวเอง: เคยลองเอาพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของตัวเองไปเทียบกับคนรอบข้าง หรือค่าเฉลี่ยดูไหมคะ? เช่น การใช้ไฟฟ้าในบ้าน การใช้น้ำ หรือปริมาณขยะที่เราสร้างในแต่ละวัน บางทีการที่เราเห็นข้อมูลเปรียบเทียบนี้อย่างชัดเจน อาจจะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เราอยากจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นก็ได้นะคะ พลอยเองก็ลองทำดูแล้วได้ผลดีมากๆ เลยค่ะ.
5. อย่ามองข้าม “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ในนโยบาย: เวลาที่เราเห็นนโยบายสิ่งแวดล้อมดีๆ ออกมา แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ลองพิจารณาดูว่านโยบายนั้นๆ สร้าง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” (เช่น ความไม่สะดวก เสียเวลา หรือกระทบต่อวิถีชีวิต) ให้กับผู้คนมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจต้นทุนเหล่านี้ จะช่วยให้เราออกแบบนโยบายที่ใช้งานได้จริงและได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่มากขึ้นค่ะ.
중요 사항 정리
สิ่งที่พลอยอยากฝากเพื่อนๆ ไว้จากบทความนี้นะคะคือโลกของเราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยแรงจูงใจที่ซับซ้อนและบางครั้งก็ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองค่ะ การที่เราได้เรียนรู้แนวคิด “เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ” หรือ Freakonomics ทำให้เราเข้าใจว่าการจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนนั้น เราต้องมองให้ทะลุไปถึงพฤติกรรมมนุษย์ ทำความเข้าใจว่าอะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริงที่ผลักดันให้คนตัดสินใจทำหรือไม่ทำบางสิ่งบางอย่าง และที่สำคัญคือต้องกล้าที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเคยเชื่อ พลอยเชื่อว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก แต่เริ่มต้นจากการที่เราเข้าใจโลก เข้าใจคน และออกแบบทางเลือกที่ชาญฉลาด เพื่อชี้นำให้ทุกคนสามารถทำสิ่งที่ดีเพื่อโลกใบนี้ได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติค่ะ เพราะพลอยเชื่อว่าทุกการกระทำเล็กๆ ของเราในวันนี้ จะส่งผลต่ออนาคตของโลกใบใหญ่ใบนี้อย่างแน่นอนค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: พลอยคะ อยากรู้จังว่า ‘เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ’ หรือ Freakonomics ที่พลอยพูดถึงนี่มันคืออะไรกันแน่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราคุยกันได้ด้วยเหรอคะ?
ตอบ: โอ้โห เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ! พลอยเองก็เคยสงสัยเหมือนกันค่ะว่าแนวคิดนี้มันคืออะไรกันแน่ “เศรษฐศาสตร์นอกกรอบ” หรือ Freakonomics เนี่ย มันไม่ใช่เศรษฐศาสตร์แบบที่พวกเราคุ้นเคยกันนะคะ มันคือการมองหาแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ค่ะ พูดง่ายๆ คือมันสอนให้เรามองอะไรที่ “ไม่ธรรมดา” หรือ “คาดไม่ถึง” ค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่พลอยเคยเจอมานะคะ สมัยเรียนพลอยเคยสงสัยว่าทำไมคนถึงชอบทิ้งขยะไม่เป็นที่ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม พอมาลองคิดแบบ Freakonomics ก็จะเริ่มมองเห็นว่า “เอ๊ะ แรงจูงใจอะไรที่ทำให้เขาทำแบบนั้นนะ?” อาจจะเป็นเพราะว่ามันสะดวกกว่า มองไม่เห็นผลกระทบในทันที หรืออาจจะรู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองคนเดียวก็ได้ค่ะแล้วมันเกี่ยวอะไรกับสิ่งแวดล้อมน่ะเหรอคะ?
เกี่ยวกันมากๆ เลยค่ะ! เพราะปัญหาโลกร้อนหรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์เรานี่แหละค่ะ ซึ่งการกระทำเหล่านั้นมักจะมี “แรงจูงใจ” บางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ ถ้าเราเข้าใจแรงจูงใจที่ผลักดันให้คนทำลายสิ่งแวดล้อมได้ เราก็จะสามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ไงล่ะคะ ไม่ใช่แค่การบอกว่า “ห้ามทำ” แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ หรือปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้คนเลือกทำในสิ่งที่ดีต่อโลกมากขึ้นนั่นเองค่ะ มันเป็นมุมมองที่ว้าวมากเลยใช่ไหมล่ะ!
ถาม: ฟังดูน่าสนใจมากเลยค่ะ แต่บางทีพลอยก็รู้สึกว่าปัญหาโลกร้อนมันใหญ่เกินไป การที่เราแค่ใช้ถุงผ้า หรือประหยัดไฟที่บ้านเนี่ย มันจะไปเปลี่ยนอะไรได้จริงเหรอคะ?
ตอบ: พลอยเข้าใจความรู้สึกนี้เลยค่ะ! พลอยก็เคยคิดแบบนั้นค่ะว่า เฮ้อ… ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ การที่เราคนเดียวทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ มันจะไปมีผลอะไร?
แต่นี่แหละค่ะคือความเจ๋งของแนวคิดเศรษฐศาสตร์นอกกรอบ! มันสอนให้เราเห็นว่า “พลังของคนจำนวนมาก” ที่ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกัน มันสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่เกินคาดได้ยังไงค่ะลองนึกภาพตามพลอยนะคะ สมมติว่ามีคนไทยสักล้านคน หันมาใช้กระบอกน้ำส่วนตัวแทนขวดพลาสติกวันละ 1 ขวด จากเดิมที่เคยซื้อขวดใหม่ทุกวัน ลองคิดดูสิคะว่าในหนึ่งปี เราจะลดปริมาณขวดพลาสติกไปได้กี่ล้านขวด!
แค่คิดก็รู้สึกทึ่งแล้วใช่ไหมคะ? นี่แหละค่ะคือหลักการที่ว่า “แรงจูงใจเล็กๆ” ในการเลือกทำสิ่งที่ดี เช่น ความรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยโลก หรือการประหยัดเงินค่าขวดน้ำเล็กน้อย มันสามารถสะสมและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาคได้ค่ะอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการประหยัดไฟที่บ้านค่ะ ถ้าเราเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา แทนที่จะเปิด 20 องศา แค่นี้ก็ช่วยลดการใช้พลังงานได้เยอะมากแล้วนะคะ ยิ่งถ้าทุกบ้านทำพร้อมกัน พลังงานที่ประหยัดได้จะมหาศาลเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งหมดหวังกับการกระทำเล็กๆ ของตัวเองเลยนะคะ ทุกสิ่งที่เราทำ มีค่าเสมอค่ะ!
ถาม: แล้วแบบนี้พลอยพอจะแนะนำเคล็ดลับดีๆ ให้เราเอาแนวคิดเศรษฐศาสตร์นอกกรอบไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมได้บ้างไหมคะ อยากลองทำดูบ้างแล้วค่ะ!
ตอบ: ได้เลยค่ะ! พลอยยินดีมากๆ เลยที่เพื่อนๆ เริ่มสนใจอยากลองนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ดูค่ะ จากประสบการณ์ที่พลอยได้ลองศึกษาและสังเกตมา พลอยสรุปเคล็ดลับง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้ มาให้ลองดูกันนะคะหนึ่งเลยคือ “ลองมองหาต้นทุนแฝง” ค่ะ เวลาเราจะซื้อของอะไร หรือจะทำกิจกรรมอะไร ลองคิดดูว่านอกจากราคาที่จ่ายไปแล้ว มันมี “ต้นทุน” อะไรอีกบ้างที่ซ่อนอยู่ เช่น ต้นทุนจากการผลิตที่ใช้ทรัพยากรเยอะ ต้นทุนจากการกำจัดขยะ หรือแม้แต่ต้นทุนด้านสุขภาพของเราเองค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราตัดสินใจขับรถส่วนตัวไปทำงานทุกวัน แทนที่จะนั่งรถไฟฟ้า ต้นทุนแฝงที่เรามองไม่เห็นคือค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น การสึกหรอของรถ มลพิษที่ปล่อยออกมา และเวลาที่เราต้องเสียไปกับการจราจรติดขัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตเราโดยรวมเลยค่ะสองคือ “สร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง” ค่ะ บางทีการที่เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมมันยากใช่ไหมคะ ลองสร้าง “รางวัล” เล็กๆ ให้ตัวเองดูค่ะ เช่น ถ้าเราใช้กระบอกน้ำส่วนตัวครบหนึ่งเดือน เราจะให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อของที่อยากได้ หรือไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งที่ชอบค่ะ หรือจะลองตั้งเป้าหมายง่ายๆ อย่างการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในหนึ่งสัปดาห์ แล้วลองดูว่าทำได้จริงไหมค่ะ พอเราเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีรางวัลเป็นแรงจูงใจ มันจะช่วยให้เราทำได้ต่อเนื่องค่ะสุดท้ายคือ “คิดแบบนักสืบ” ค่ะ ลองมองสิ่งรอบตัวด้วยสายตาแบบ ‘นักเศรษฐศาสตร์นอกกรอบ’ ดูนะคะ เช่น ทำไมในตลาดถึงยังมีถุงพลาสติกเยอะจัง?
ผู้ค้ามีแรงจูงใจอะไรที่ยังใช้ถุงพลาสติกอยู่? แล้วเราในฐานะผู้บริโภคจะสร้างแรงจูงใจอะไรให้ผู้ค้าเปลี่ยนพฤติกรรมได้บ้าง? อาจจะแค่เริ่มต้นจากการพกถุงผ้าไปเองและปฏิเสธถุงพลาสติกบ่อยๆ ค่ะ พอคนเห็นว่าเราทำ ผู้ค้าอาจจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคก็ได้นะคะจำไว้นะคะว่าทุกการตัดสินใจเล็กๆ ของเรา ล้วนมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอค่ะ มาสนุกกับการเป็นนักเศรษฐศาสตร์นอกกรอบและช่วยโลกไปด้วยกันนะคะ!






