สวัสดีค่ะทุกคน! เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมบางครั้งเราถึงตัดสินใจซื้อของแปลกๆ หรือทำไมคนอื่นถึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อของที่ดูเหมือนๆ กัน? ฉันเองก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยมากค่ะ จนบางทีก็แอบคิดว่า ‘เอ๊ะ นี่เรากำลังถูกอะไรบางอย่างชักจูงอยู่หรือเปล่านะ?’ เพราะโลกของการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคมันมีอะไรที่ลึกซึ้งและคาดไม่ถึงมากกว่าที่เราคิดเยอะเลยค่ะ นี่แหละค่ะคือหัวใจของ ‘เศรษฐศาสตร์แบบประหลาดๆ’ (Freakonomics) ที่จะมาเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เราได้เห็นว่าเบื้องหลังการตัดสินใจใช้จ่ายของเรานั้น มีเหตุผลที่ซ่อนอยู่และน่าทึ่งขนาดไหน ฉันเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องตั้งคำถามกับการเลือกซื้อของตัวเองเหมือนกันใช่ไหมล่ะคะ?
ถ้าอย่างนั้น… มาไขปริศนาความลับของการตัดสินใจซื้อแบบที่คาดไม่ถึงไปด้วยกันในบทความนี้กันเลยค่ะ!
ต้นทุนที่มองไม่เห็นกับคุณค่าที่รู้สึกได้ – ทำไมบางอย่างถึง “แพง” กว่าที่คิดนะ?

ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ใช่ไหมคะ? ของบางอย่างที่ดูเผินๆ เหมือนจะแพงเวอร์ แต่คนก็ยังเต็มใจซื้อกันจังเลยค่ะ! ฉันเองก็เคยคิดนะว่า ‘โห ทำไมถึงยอมจ่ายขนาดนั้น?’ จนมาลองนั่งคิดดูดีๆ ก็ค้นพบว่าจริงๆ แล้วเรากำลังจ่ายให้กับอะไรที่มากกว่าแค่ตัวสินค้าหรือบริการตรงหน้าค่ะ มันคือ “คุณค่าที่เรารู้สึกได้” ต่างหากล่ะ บางทีเราอาจจะจ่ายเพื่อความสบายใจ, เพื่อความพิเศษ, เพื่อเวลาที่ประหยัดไปได้, หรือแม้กระทั่งเพื่อสถานะทางสังคมบางอย่างด้วยซ้ำไปค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะคะ อย่างร้านกาแฟชื่อดังที่ทุกคนรู้จักดีค่ะ กาแฟแก้วละเป็นร้อยบาท อาจจะดูแพงถ้าเทียบกับกาแฟรถเข็นหน้าปากซอย แต่สิ่งที่ได้มาพร้อมกับกาแฟแก้วนั้นคืออะไรคะ?
คือบรรยากาศร้านที่น่านั่ง, ฟรี Wi-Fi, ปลั๊กไฟสำหรับทำงาน, และบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าได้ภาพลักษณ์ที่ดีเมื่อถือแก้วกาแฟนั้นเดินออกไปค่ะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ถูกเขียนลงบนป้ายราคา แต่มันคือต้นทุนที่ถูกซ่อนไว้ในราคาที่คุณยอมจ่ายนั่นเอง และเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านแบบนั้นถึงยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ราคากาแฟอย่างเดียว แต่เขามองถึง ‘ประสบการณ์โดยรวม’ ที่จะได้รับนั่นแหละค่ะ
ประสบการณ์เหนือราคา: ทำไมเราถึงยอมจ่ายเพิ่ม?
คุณเคยไหมคะที่ยอมจ่ายเงินเพิ่มนิดหน่อย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรอคิวนานๆ หรือได้บริการที่ดีกว่ามากๆ? นี่แหละค่ะคือพลังของ “ประสบการณ์” ที่เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจของเราอย่างมากเลยค่ะ อย่างเวลาที่ฉันเลือกจองโรงแรมเพื่อไปเที่ยวเนี่ย ถึงแม้จะมีโรงแรมราคาถูกกว่าให้เลือกเยอะแยะ แต่บางครั้งฉันก็ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อย เพื่อให้ได้ห้องที่มีวิวสวยๆ หรือมีบริการอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อ เพราะฉันรู้ว่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละที่จะสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับการเดินทางของฉันได้ค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของฟังก์ชันการใช้งานอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือความรู้สึกพิเศษที่เงินสามารถซื้อได้ในบางสถานการณ์จริงๆ นะคะ
ต้นทุนแฝง: ที่ไม่ได้มีแค่เงินในกระเป๋า
นอกจากเรื่องของประสบการณ์แล้ว ยังมี “ต้นทุนแฝง” อีกหลายอย่างที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าค่ะ อย่างเช่นเวลาที่เราซื้อสินค้าราคาถูกมากๆ ทางออนไลน์ ตอนแรกเราอาจจะดีใจที่ได้ของถูกกว่าท้องตลาดเยอะเลย แต่สุดท้ายแล้วต้องมาเสียเวลาตามเรื่องพัสดุที่ส่งช้า หรือสินค้าไม่ได้คุณภาพอย่างที่คิดไว้ แถมยังต้องเสียเวลาไปกับการติดต่อคืนสินค้าอีก แบบนี้เท่ากับว่าเราเสีย “เวลา” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากไปโดยไม่รู้ตัวเลยนะคะ บางทีการจ่ายแพงกว่านิดหน่อยเพื่อความสะดวกสบายและสบายใจ ก็อาจจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาวก็ได้ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าเวลาของคุณมีค่าแค่ไหน?
พลังของการคล้อยตามสังคม – ทำไมเพื่อนมีอะไร เราต้องมีบ้าง?
เคยสังเกตตัวเองกันบ้างไหมคะว่าเวลาเห็นเพื่อนสนิทซื้ออะไรใหม่ๆ ที่กำลังเป็นกระแส ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า, กระเป๋า, หรือแม้กระทั่งไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง เรามักจะมีความรู้สึกอยากได้หรืออยากไปตามบ้างทันทีเลยค่ะ?
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยนะคะ เพราะมันคือ “พลังของการคล้อยตามสังคม” หรือที่เรียกว่า Social Proof ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของเราอย่างมากเลยทีเดียวค่ะ มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมค่ะ และโดยธรรมชาติแล้วเรามักจะรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้นเมื่อได้ทำตามสิ่งที่คนหมู่มากทำ หรือสิ่งที่คนที่เราเชื่อถือทำนั่นเองค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ฉันกำลังเลือกร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า แล้วเห็นร้านหนึ่งคนต่อคิวยาวเหยียด กับอีกร้านหนึ่งที่ว่างโล่ง ฉันก็มักจะเลือกเข้าร้านที่คนเยอะไว้ก่อนค่ะ ทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาหารอร่อยจริงไหม เพราะลึกๆ แล้วเราเชื่อว่าถ้าคนเยอะขนาดนี้มันก็ต้องดีแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ?
นี่แหละค่ะคือกลไกง่ายๆ ที่ทำให้เราตกเป็นเหยื่อของการตลาดแบบนี้ได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ
รีวิวและอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์: ตัวแปรสำคัญ
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ อิทธิพลของ Social Proof ยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีกค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรีวิวสินค้าและบริการต่างๆ ในโลกออนไลน์ รวมถึงเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เราติดตามนี่แหละค่ะที่มักจะมีบทบาทสำคัญในการชักจูงเรา ฉันเองก็ยอมรับเลยว่าเวลาจะซื้ออะไรสักอย่าง มักจะเข้าไปดูรีวิวจากคนที่เคยใช้ก่อนเสมอค่ะ ยิ่งถ้าเป็นรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ที่เราชื่นชอบและเชื่อถือ ยิ่งทำให้เราตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นไปอีก เพราะเราเชื่อว่าเขาได้ลองใช้มาแล้ว และผลลัพธ์ก็น่าจะดีจริงเหมือนที่เขาบอกเล่าค่ะ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะใช้ประโยชน์จากการตลาดแบบนี้ได้อย่างชาญฉลาดเลยนะคะ การลงทุนกับการรีวิวและการโปรโมทสินค้าผ่านอินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก เพราะมันสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วค่ะ
FOMO (Fear Of Missing Out): กลัวตกกระแส
นอกจากเรื่องของการคล้อยตามแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่แรงไม่แพ้กันก็คืออาการ “FOMO” หรือ Fear Of Missing Out ค่ะ คือความรู้สึกกลัวที่จะพลาดโอกาสดีๆ หรือกลัวที่จะตกกระแส ไม่ทันเพื่อนฝูงนั่นเองค่ะ ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดมากๆ ในช่วงเทศกาลลดราคาสินค้า หรือช่วงที่สินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นออกมาวางจำหน่ายค่ะ อย่างเช่นเวลาที่แบรนด์ดังออกคอลเลกชันใหม่ๆ ที่มีจำนวนจำกัด ฉันมักจะรู้สึกตื่นเต้นและอยากรีบไปจับจองเป็นเจ้าของให้ได้ค่ะ ทั้งๆ ที่บางทีอาจจะยังไม่ได้จำเป็นต้องใช้เลยด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกที่ว่า ‘ถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะไม่มีโอกาสแล้วนะ’ หรือ ‘เดี๋ยวจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง’ มันก็กระตุ้นให้เราตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็วเลยค่ะ นี่แหละค่ะคือพลังของจิตวิทยาที่แบรนด์ต่างๆ ใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลลวงความขาดแคลนและความเร่งด่วน – ยิ่งหายากยิ่งอยากได้?
เคยไหมคะที่เห็นป้าย “สินค้ามีจำนวนจำกัด!” หรือ “โปรโมชั่นวันนี้วันสุดท้ายเท่านั้น!” แล้วใจเต้นรัวๆ รู้สึกว่าต้องรีบซื้อเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นจะพลาดของดีไป?
ฉันเองก็เป็นบ่อยมากๆ เลยค่ะ! นี่คือสองเทคนิคการตลาดที่ทรงพลังมากๆ ที่มักจะใช้ร่วมกันเพื่อกระตุ้นให้เราตัดสินใจซื้อโดยไม่ทันได้คิดให้รอบคอบ นั่นก็คือ “ความขาดแคลน” (Scarcity) และ “ความเร่งด่วน” (Urgency) นั่นเองค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าทำไมเพชรถึงมีราคาแพงกว่าหินธรรมดา?
ก็เพราะมันหายากและมีจำนวนจำกัดไงคะ! เช่นเดียวกันค่ะ เมื่อสินค้าหรือบริการถูกนำเสนอว่ามีจำนวนจำกัด หรือมีเวลาให้ตัดสินใจไม่มากพอ สมองของเราก็จะตีความทันทีว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าและเป็นที่ต้องการสูง ทำให้เราเกิดความกลัวที่จะพลาดโอกาส (FOMO อีกแล้ว!) และตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นโดยไม่ลังเลเลยค่ะ นี่ไม่ใช่แค่กับของแพงๆ นะคะ แต่รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปด้วยค่ะ
สินค้าจำนวนจำกัด: คุณค่าที่เพิ่มขึ้นตามความหายาก
แบรนด์ต่างๆ มักจะใช้กลยุทธ์ “Limited Edition” หรือ “Limited Stock” เพื่อสร้างกระแสและกระตุ้นยอดขายค่ะ อย่างเช่นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือแม้กระทั่งของสะสมต่างๆ ที่ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าถ้าไม่รีบซื้อตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของอีกแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วคุณค่าของตัวสินค้าอาจจะไม่ได้แตกต่างจากรุ่นปกติมากนัก แต่ความรู้สึกพิเศษของการได้ครอบครองสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถหาได้ง่ายๆ นี่แหละค่ะที่ทำให้ผู้คนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสิ่งเหล่านั้น ฉันเองก็เคยตามหาของสะสมบางอย่างที่ผลิตออกมาน้อยชิ้นมากๆ จนยอมจ่ายราคาที่สูงกว่าปกติถึงสองสามเท่าเลยค่ะ เพราะความรู้สึกที่ได้มาครอบครองมันช่างฟินจริงๆ!
ข้อเสนอที่มีเวลาจำกัด: เมื่อนาฬิกาเดินไปข้างหน้า
นอกจากความขาดแคลนแล้ว “เวลาที่จำกัด” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นชั้นยอดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น “ซื้อ 1 แถม 1 วันนี้เท่านั้น!” หรือ “ส่วนลดพิเศษสำหรับ 100 ท่านแรก!” สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความกดดันให้เราต้องตัดสินใจในทันทีค่ะ การกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอนช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องรีบดำเนินการ หากพลาดไปแล้วก็อาจจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีก ซึ่งมักจะทำให้เราซื้อของที่เราอาจจะไม่ได้ต้องการมากนักในตอนแรก เพียงเพราะกลัวที่จะเสียโอกาสดีๆ ไปนั่นเองค่ะ ร้านค้าออนไลน์มักจะใช้เทคนิคนี้บ่อยมากๆ เช่น การขึ้นป้ายนับถอยหลังเวลาของโปรโมชั่น หรือแสดงจำนวนสินค้าที่เหลืออยู่ เพื่อเร่งให้เราตัดสินใจคลิกสั่งซื้อให้เร็วที่สุดค่ะ
ซื้อด้วยอารมณ์หรือเหตุผล? – ความจริงเบื้องหลังการตัดสินใจ
คุณเคยไหมคะที่ตั้งใจว่าจะไปซื้อของแค่ไม่กี่อย่าง แต่สุดท้ายก็ได้ของกลับมาเต็มตะกร้าโดยไม่รู้ตัว? หรือบางครั้งก็ซื้อของที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่จำเป็นแต่ก็อดใจไม่ไหว?
นี่แหละค่ะคือบทบาทของ “อารมณ์” ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของเรามากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยค่ะ! หลายคนอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นคนมีเหตุผลและตัดสินใจซื้อของจากความจำเป็นเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุข, ความตื่นเต้น, ความกลัว, หรือแม้กระทั่งความเหงา ก็สามารถเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราควักเงินในกระเป๋าได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ บางครั้งการซื้อของก็เหมือนกับการบำบัดทางอารมณ์อย่างหนึ่งค่ะ เวลาที่เรารู้สึกเครียดๆ หรืออยากให้รางวัลตัวเอง การได้ซื้อของที่ชอบก็จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ทันที ซึ่งแน่นอนว่าบางทีมันก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักเหตุผลหรือความคุ้มค่าเสมอไปหรอกนะคะ
ความสุขจากการซื้อ: ช็อปปิ้งบำบัด
ฉันเองก็ยอมรับค่ะว่าบางครั้งเวลาที่รู้สึกเหนื่อยๆ หรือเครียดจากการทำงาน การได้ออกไปเดินดูของสวยๆ งามๆ หรือได้ช็อปปิ้งอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขขึ้นมาได้จริงๆ นะคะ นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Retail Therapy” หรือการบำบัดด้วยการช็อปปิ้งค่ะ การซื้อของชิ้นใหม่ๆ มันกระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกพึงพอใจและมีความสุขชั่วขณะหนึ่งค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสื้อผ้าใหม่, ของตกแต่งบ้าน, หรือแม้กระทั่งขนมอร่อยๆ สักชิ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถเติมเต็มความสุขทางอารมณ์ให้กับเราได้ค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าการตัดสินใจซื้อแบบนี้มักจะไม่ได้ผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบเท่ากับการซื้อของชิ้นใหญ่ๆ หรอกค่ะ
อิทธิพลของสภาพแวดล้อม: ร้านจัดดีก็อยากซื้อ
นอกจากอารมณ์ส่วนตัวแล้ว สภาพแวดล้อมรอบตัวก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของเราอย่างไม่น่าเชื่อเลยนะคะ คุณเคยไหมคะที่เข้าร้านกาแฟสวยๆ แล้วรู้สึกอยากซื้อขนมเค้กอร่อยๆ ที่วางโชว์อยู่ทันที?
นั่นเป็นเพราะการจัดวางสินค้า แสงไฟ กลิ่น หรือแม้กระทั่งเสียงเพลงในร้าน ล้วนมีผลต่ออารมณ์และความอยากซื้อของเราค่ะ การออกแบบบรรยากาศร้านให้สวยงามน่าดึงดูดใจ มีเพลงคลอเบาๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็สามารถทำให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและอยากใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น ซึ่งนำไปสู่โอกาสในการซื้อที่มากขึ้นนั่นเองค่ะ ฉันเองเวลาเข้าร้านที่จัดสวยๆ ก็มักจะรู้สึกเพลินตาเพลินใจจนลืมไปเลยว่าเข้ามาทำอะไร แล้วสุดท้ายก็ได้ของที่ไม่คิดว่าจะซื้อติดไม้ติดมือกลับมาด้วยตลอดเลยค่ะ
มายาคติของป้ายราคา – แพงกว่าไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป (แต่เราก็เชื่อนะ!)
คุณเคยสงสัยไหมคะว่าทำไมแบรนด์สินค้าหรูหราบางชนิดถึงตั้งราคาแพงลิบลิ่ว ทั้งๆ ที่บางทีวัสดุหรือฟังก์ชันการใช้งานก็อาจจะไม่ได้แตกต่างจากสินค้าที่ราคาถูกกว่ามากนัก?
นี่แหละค่ะคือ “มายาคติของป้ายราคา” ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้บริโภคหลายคนเลยค่ะ โดยธรรมชาติแล้ว เรามักจะเชื่อว่า “ของแพงคือของดี” และ “ของถูกคือของด้อยคุณภาพ” ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นความจริงเสมอไปหรอกนะคะ แต่ความเชื่อนี้ก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของเราค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เรากำลังเลือกระหว่างไวน์สองขวดที่ดูคล้ายๆ กัน ขวดหนึ่งราคา 200 บาท อีกขวดราคา 1,000 บาท หลายคนก็มักจะเลือกขวดที่แพงกว่า โดยคิดว่ารสชาติและคุณภาพของไวน์น่าจะดีกว่าแน่นอน ทั้งๆ ที่อาจจะยังไม่ได้ลองชิมเลยด้วยซ้ำไปค่ะ นี่คือผลกระทบของจิตวิทยาการรับรู้คุณค่าที่เกิดขึ้นจากราคาโดยตรงเลยค่ะ
ราคาบ่งบอกสถานะ: ความหรูหราที่มาพร้อมกับตัวเลข

สำหรับสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ หรือแม้กระทั่งรถยนต์ ราคาไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่บอกมูลค่าของวัตถุดิบหรือต้นทุนการผลิตเท่านั้นค่ะ แต่มันยังเป็น “สัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม” อีกด้วย การได้เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์เนมราคาแพง ทำให้บางคนรู้สึกว่าตัวเองมีระดับ มีรสนิยม และประสบความสำเร็จ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าทางจิตวิทยาที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้มาค่ะ ฉันเองก็เคยสังเกตนะคะว่าเพื่อนบางคนถึงแม้จะมีเสื้อผ้า กระเป๋าเยอะแยะแล้ว แต่ก็ยังคงอยากได้ของแบรนด์ใหม่ๆ เพิ่มอยู่เสมอ เพราะมันไม่ใช่แค่ของใช้ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความมั่นใจให้กับพวกเขาได้นั่นเองค่ะ
Anchoring Effect: ตัวเลขแรกมีผลต่อการตัดสินใจ
อีกหนึ่งกลไกทางจิตวิทยาที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราคาคือ “Anchoring Effect” ค่ะ คือการที่ตัวเลขหรือข้อมูลแรกที่เราได้รับ มีผลต่อการตัดสินใจในลำดับถัดไปของเราอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ร้านค้าจัดโปรโมชั่นลดราคา โดยมีการแสดง “ราคาเต็ม” ที่สูงลิบลิ่วไว้ก่อน จากนั้นจึงแสดง “ราคาลดแล้ว” ที่ถูกลงมาเยอะๆ ทำให้เรารู้สึกว่าได้ส่วนลดมหาศาล ทั้งๆ ที่ราคาลดแล้วนั่นแหละคือราคาปกติที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำไปค่ะ ฉันเองก็เคยตกหลุมพรางนี้บ่อยๆ เลยค่ะ เวลาเห็นป้ายลด 70-80% ก็มักจะรู้สึกตื่นเต้นและอยากซื้อทันที โดยไม่ได้สนใจเลยว่าราคาเต็มที่เขาอ้างถึงนั้นมันสมเหตุสมผลจริงๆ หรือเปล่า นี่แหละค่ะเป็นเทคนิคที่แบรนด์ต่างๆ ใช้เพื่อทำให้เรารู้สึกว่าได้ “ดีล” ที่คุ้มค่ามากๆ
| กลไกจิตวิทยาผู้บริโภคที่น่าสนใจ | ผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ | ตัวอย่างสถานการณ์ในชีวิตจริง |
|---|---|---|
| Social Proof (การคล้อยตามสังคม) | เพิ่มความเชื่อมั่นในสินค้า/บริการเมื่อคนจำนวนมากใช้ | การเลือกเข้าร้านอาหารที่มีคนต่อคิวเยอะ, ซื้อสินค้าตามรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์ |
| Scarcity & Urgency (ความขาดแคลนและความเร่งด่วน) | กระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อทันทีเพราะกลัวพลาดโอกาส | โปรโมชั่น “สินค้ามีจำนวนจำกัด”, “ลดวันนี้วันสุดท้าย!” |
| Anchoring Effect (การยึดติดกับตัวเลขแรก) | มีผลต่อการรับรู้คุณค่าและความคุ้มค่าของราคา | การแสดงราคาเต็มก่อนราคาลด, การเปรียบเทียบราคาแพ็คเกจต่างๆ |
| Emotional Buying (การซื้อด้วยอารมณ์) | ตัดสินใจซื้อจากความรู้สึกหรือเพื่อบำบัดอารมณ์มากกว่าเหตุผล | ซื้อของปลอบใจตัวเอง, ช็อปปิ้งคลายเครียด, ซื้อของที่ไม่ได้จำเป็นแต่ถูกใจ |
การสะกิดและการจัดวางทางเลือก – ทำไมเราถึงเลือกอย่างที่เขาอยากให้เลือก?
เคยรู้สึกไหมคะว่าบางทีเราเหมือนถูก “สะกิด” ให้เลือกบางสิ่งบางอย่าง โดยที่เราเองก็ไม่ได้ตั้งใจแต่แรก? นี่แหละค่ะคือแนวคิดของ “Nudge” หรือการสะกิดพฤติกรรม และ “Choice Architecture” หรือการจัดวางทางเลือก ที่เป็นส่วนสำคัญในเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเลยล่ะค่ะ มันคือการออกแบบสภาพแวดล้อมหรือวิธีการนำเสนอทางเลือกต่างๆ เพื่อชี้นำให้เราตัดสินใจไปในทิศทางที่ผู้จัดวางต้องการ โดยที่เรายังรู้สึกว่าเราเป็นคนตัดสินใจเองอย่างอิสระค่ะ ลองนึกภาพเวลาเราเข้าร้านสะดวกซื้อสิคะ สินค้าที่วางอยู่ตรงชั้นวางระดับสายตา หรือสินค้าที่จัดโปรโมชั่นเป็นพิเศษ มักจะเป็นสิ่งแรกที่เราเห็นและมีโอกาสหยิบมากกว่าสินค้าที่วางอยู่บนสุดหรือล่างสุดใช่ไหมคะ?
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะ แต่มันเป็นผลมาจากการจัดวางที่ถูกคิดมาอย่างดีเพื่อกระตุ้นให้เราซื้อสินค้าเหล่านั้นนั่นเอง
ตัวเลือกเริ่มต้น (Default Option): เมื่อเราเลือกที่จะไม่เลือก
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ทรงพลังมากๆ คือการใช้ “ตัวเลือกเริ่มต้น” หรือ Default Option ค่ะ นี่คือการกำหนดตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งให้เป็นค่าเริ่มต้น หากเราไม่ได้เลือกเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็จะตกลงตามตัวเลือกนั้นโดยปริยายค่ะ ซึ่งบ่อยครั้งที่เราก็มักจะปล่อยให้เป็นไปตามค่าเริ่มต้นเพราะรู้สึกว่ามันสะดวกกว่า หรือไม่อยากเสียเวลาคิดมากค่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเวลาที่เราสมัครบริการออนไลน์ต่างๆ มักจะมีช่องให้ติ๊กยอมรับข้อเสนอเพิ่มเติม หรือให้สมัครรับข่าวสาร ซึ่งบางครั้งก็ถูกติ๊กเป็นค่าเริ่มต้นไว้ให้เราแล้ว ทำให้เราต้องมานั่งเอาเครื่องหมายออกเอง ซึ่งถ้าเราไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะเผลอกดตกลงไปโดยไม่รู้ตัวเลยนะคะ กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลดีมากในการชี้นำพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเลือกเส้นทางที่ง่ายที่สุดเสมอ
การจัดหมวดหมู่และการนำเสนอ: ชี้ทางให้เราตัดสินใจ
นอกจากตัวเลือกเริ่มต้นแล้ว วิธีการ “จัดหมวดหมู่” และ “นำเสนอ” ทางเลือกต่างๆ ก็มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของเราเช่นกันค่ะ ลองคิดดูเวลาเราเลือกแพ็คเกจโทรศัพท์มือถือสิคะ มักจะมีแพ็คเกจให้เลือกหลายระดับราคา โดยแพ็คเกจตรงกลางมักจะเป็นตัวเลือกที่ดูสมเหตุสมผลและคุ้มค่าที่สุด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราอาจจะไม่ได้ต้องการฟังก์ชันทั้งหมดในแพ็คเกจนั้นเลยก็ได้ค่ะ แต่มันถูกออกแบบมาให้เป็น “ตัวเลือกหลอกล่อ” (Decoy Effect) เพื่อทำให้แพ็คเกจตรงกลางดูน่าสนใจมากขึ้นนั่นเอง ฉันเองก็เคยเจอแบบนี้บ่อยๆ ค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะเลือกแพ็คเกจที่ถูกที่สุด แต่สุดท้ายก็มาจบที่แพ็คเกจตรงกลางที่แพงขึ้นมาอีกนิด เพราะรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากว่าอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ นี่แหละคือความฉลาดของการจัดวางทางเลือกที่ทำให้เราคิดว่าเราได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว
ทำไมเราถึงยอมจ่ายเพื่อของที่ “ฟรี”? – เบื้องหลังความคุ้มค่าที่ซ่อนอยู่
เรื่องนี้อาจจะฟังดูแปลกๆ ใช่ไหมคะ? ของที่ “ฟรี” ทำไมเราถึงต้องไปจ่ายเงินเพื่อมันอีก? แต่จริงๆ แล้วในโลกของเศรษฐศาสตร์แบบประหลาดๆ แล้วเนี่ย “ไม่มีอะไรฟรีจริง” หรอกค่ะ!
บ่อยครั้งที่เรามักจะยอมจ่ายเงินหรือแลกเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ของฟรี” ที่ดูเหมือนจะไม่มีค่าใช้จ่ายตรงๆ นั่นแหละค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราสมัครบัตรเครดิตเพื่อรับกระเป๋าเดินทางฟรี หรือสมัครสมาชิกฟิตเนสเพื่อรับคูปองส่วนลดมากมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุณค่าของการ “ฟรี” นั้นเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในการตัดสินใจของเราค่ะ แม้ว่าจะดูเหมือนเราได้ของฟรี แต่จริงๆ แล้วเราได้แลกมันมาด้วยข้อมูลส่วนตัว, การผูกมัดระยะยาว, หรือแม้กระทั่งการเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้เข้าถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของเรามากขึ้นนั่นเองค่ะ
ของฟรีที่ต้อง “ลงทุน” ด้วยเวลาหรือข้อมูล
คุณเคยไหมคะที่เห็นโปรโมชั่น “รับฟรี! สินค้าตัวอย่าง เพียงแค่กรอกข้อมูลส่วนตัว” หรือ “ดูวิดีโอนี้จบรับส่วนลดทันที!” สิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือตัวอย่างของการที่เราต้อง “ลงทุน” ด้วยเวลาหรือข้อมูลส่วนตัวของเรา เพื่อให้ได้มาซึ่งของฟรีเหล่านั้นค่ะ ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีค่ามหาศาล การที่เรายอมให้ข้อมูลส่วนตัวของเราไป ก็ถือเป็นการแลกเปลี่ยนที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับบริษัทต่างๆ เลยนะคะ เพราะข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจเราได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้นของบริษัทนั่นเองค่ะ ฉันเองก็ยอมรับว่าบ่อยครั้งที่เห็นของฟรีแล้วอดใจไม่ไหว ยอมกรอกข้อมูลนู่นนี่นั่นไปโดยไม่คิดเยอะเลยค่ะ เพราะความรู้สึกที่ได้ “ของฟรี” มันหอมหวานจริงๆ
การผูกมัดระยะยาว: ของฟรีที่มาพร้อมกับสัญญา
อีกรูปแบบหนึ่งของ “ของฟรี” ที่เรามักจะยอมจ่ายเพื่อมันก็คือการผูกมัดระยะยาวค่ะ ลองนึกถึงบริการโทรศัพท์มือถือ หรืออินเทอร์เน็ตตามบ้านสิคะ มักจะมีข้อเสนอ “ติดตั้งฟรี!” หรือ “ได้อุปกรณ์ฟรี!” หากเราสมัครแพ็คเกจระยะยาวตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเราจะได้ของฟรี แต่จริงๆ แล้วเราได้ “ล็อก” ตัวเองให้อยู่กับผู้ให้บริการรายนั้นไปอีกนานเลยค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าตลอดระยะเวลาสัญญานั้น เราก็ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่แหละค่ะคือรายได้หลักที่บริษัทได้รับ ถึงแม้ว่าการติดตั้งหรืออุปกรณ์จะฟรี แต่ในภาพรวมแล้วเราก็กำลังจ่ายเงินเพื่อมันอยู่ดีค่ะ ฉันเองก็เคยตกหลุมพรางแบบนี้มาแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะคิดว่าได้ของฟรีแล้วคุ้ม แต่พอรวมๆ กันไปแล้วก็พบว่ายอดรวมก็ไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ
บทสรุปส่งท้าย
ฉันหวังว่าบทความวันนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ มองเห็นเบื้องหลังการตัดสินใจซื้อของเราได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นนะคะ ว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องของราคาหรือความจำเป็นเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยทางจิตวิทยาต่างๆ ที่ซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้องมากมายเลยค่ะ การที่เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเป็นผู้บริโภคที่ฉลาดขึ้น ใช้จ่ายได้อย่างมีสติ และเลือกซื้อสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของเราได้อย่างมีความสุขค่ะ การช้อปปิ้งมันก็เหมือนศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ถ้าเราเข้าใจหลักการดีๆ เราก็จะสนุกกับมันได้มากขึ้นโดยไม่เสียดายเงินในกระเป๋าที่หลังค่ะ
ข้อมูลน่ารู้ที่คุณไม่ควรมองข้าม
1. ตั้งสติก่อนสตาร์ท: ก่อนตัดสินใจซื้ออะไร ลองหยุดคิดสักนิดว่าเราต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือแค่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์หรือการตลาดกันแน่ จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยค่ะ
2. มองหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่: อย่ามองแค่ป้ายราคา ลองพิจารณาถึงคุณค่าด้านอื่นๆ ที่เราจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย, ประสบการณ์ที่ดี, หรือการประหยัดเวลาในระยะยาวด้วยนะคะ
3. ระวัง FOMO และ Social Proof: แม้การตามกระแสบ้างจะเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ต้องระวังอย่าให้ความกลัวตกเทรนด์ หรือการคล้อยตามสังคมมาบงการการตัดสินใจซื้อของเราจนเกินไปค่ะ
4. เช็คโปรโมชั่นแบบมีสติ: ข้อเสนอที่มีเวลาจำกัดหรือสินค้าจำนวนจำกัดอาจดูน่าสนใจ แต่ก่อนจะรีบคว้า ลองถามตัวเองว่าสิ่งนี้จำเป็นกับเราจริงๆ ไหม และราคาที่ลดแล้วนั้นคุ้มค่าจริงหรือเปล่า
5. ข้อมูลส่วนตัวมีค่า: การแลกข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ของฟรี” อาจไม่ใช่ของฟรีจริงๆ เสมอไป ลองชั่งน้ำหนักดูว่าข้อมูลของคุณมีค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับมาค่ะ
ข้อควรรู้ก่อนรูดบัตร: สรุปประเด็นสำคัญเพื่อการเป็นนักช้อปที่ฉลาด
หลังจากที่เราได้เจาะลึกถึงกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจซื้อของเราในวันนี้แล้ว ฉันก็อยากจะขอสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่อยากให้เพื่อนๆ จดจำไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาดและใช้จ่ายได้อย่างมีความสุขนะคะ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยสินค้าและบริการที่ดาหน้าเข้ามาหาเราตลอดเวลา การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาด และสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้อย่างแท้จริงค่ะ อย่าลืมนะคะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราหามาได้นั้นมีค่า ควรใช้จ่ายไปกับสิ่งที่สร้างคุณค่าและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของเราค่ะ
💡 การรับรู้คุณค่าไม่ได้มาจากราคาเสมอไป
บ่อยครั้งที่เรามักจะตีความว่าของแพงคือของดี ซึ่งก็อาจจะจริงในบางกรณี แต่ไม่ใช่เสมอไปค่ะ สิ่งที่เราจ่ายไปนั้นอาจรวมถึง “คุณค่าทางอารมณ์” “ประสบการณ์” หรือ “ความสะดวกสบาย” ที่ไม่ได้ถูกระบุไว้บนป้ายราคา การเข้าใจว่าเรากำลังจ่ายให้กับอะไรนอกเหนือจากตัวสินค้า จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าสิ่งนั้นคุ้มค่าสำหรับเราหรือไม่ค่ะ บางครั้งการเลือกจ่ายแพงขึ้นเพื่อคุณภาพที่ดีกว่า หรือเพื่อความสบายใจก็อาจจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาวนะคะ เพราะเราอาจไม่ต้องมาเสียเวลาเสียอารมณ์กับการจัดการปัญหาที่ตามมาภายหลัง อย่างที่ฉันเคยเจอมากับตัวเองเลยค่ะ การซื้อของถูกแต่ต้องเสียเวลาไปกับการเคลมสินค้าหรือตามของนี่มันเหนื่อยกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ
💡 พลังของสังคมและจิตวิทยาการตลาด
สิ่งที่เราเห็นเพื่อนใช้ หรือรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ ล้วนมีผลต่อความรู้สึกอยากได้ของเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ค่ะ รวมถึงกลยุทธ์ด้านความขาดแคลนและความเร่งด่วนที่แบรนด์ต่างๆ ใช้เพื่อกระตุ้นยอดขาย สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ทรงพลังมากๆ ที่สามารถทำให้เราตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้คิดถี่ถ้วน การรับรู้ถึงเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นค่ะ เวลาเจอโปรโมชั่นที่ดูน่าตื่นเต้น ลองหายใจลึกๆ แล้วถามตัวเองก่อนว่าเราต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือแค่กำลังถูกกระตุ้นด้วยความกลัวว่าจะพลาดโอกาสไปกันแน่ การรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมทางการตลาดจะช่วยให้เราเป็นนักช้อปที่ฉลาดกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: เศรษฐศาสตร์แบบประหลาดๆ นี่มันคืออะไรกันแน่คะ?
ตอบ: สวัสดีค่ะทุกคน! หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “เศรษฐศาสตร์” มาบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่พอเจอคำว่า “เศรษฐศาสตร์แบบประหลาดๆ” (Freakonomics) เข้าไปก็อาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่เนอะ?
ฉันจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ! สำหรับฉันแล้ว มันคือการมองโลกและพฤติกรรมต่างๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผล หรือบางทีก็ดู ‘ประหลาด’ ไปเลย ด้วยแว่นตาของนักเศรษฐศาสตร์ค่ะ คือเราจะพยายามหาเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจต่างๆ ของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับสังคมเลยนะคะ เหมือนกับการที่เราอยากรู้ว่าทำไมคนถึงโกงข้อสอบ หรือทำไมพ่อแม่บางคนถึงตั้งชื่อลูกแปลกๆ อะไรทำนองนี้แหละค่ะ มันไม่ได้ใช้แค่สูตรคณิตศาสตร์หรือกราฟแบบที่เราเคยเรียนมานะคะ แต่มันคือการใช้ตรรกะและข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าอะไรคือ “แรงจูงใจ” ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำต่างๆ ของเรานั่นเองค่ะ!
พอฉันได้ลองอ่านและทำความเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่า “ว้าว! โลกที่เราคิดว่าเข้าใจดีแล้วมันมีมุมที่ซ่อนอยู่เยอะแยะไปหมดเลยนะเนี่ย” มันทำให้ฉันมองสิ่งรอบตัวด้วยความสนใจมากขึ้นจริงๆ ค่ะ
ถาม: แล้วมันต่างจากเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนๆ มายังไงบ้างคะ?
ตอบ: นี่เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ! ตอนแรกฉันเองก็สับสนเหมือนกันว่ามันต่างกันตรงไหนนะ เพราะเราก็เรียนเศรษฐศาสตร์กันมาตั้งแต่สมัยมัธยมใช่ไหมล่ะคะ? แต่พอได้ศึกษาจริงๆ ก็พบว่าเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยกันส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เรื่องของอุปสงค์ อุปทาน ตลาด หรือนโยบายเศรษฐกิจใหญ่ๆ ที่อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวนิดหน่อยค่ะ จะเน้นโมเดลและทฤษฎีที่บางทีก็ดูเป็นนามธรรมไปนิดนึงเนอะ แต่ “เศรษฐศาสตร์แบบประหลาดๆ” เนี่ยะ…
มันเหมือนเอาเศรษฐศาสตร์มาตีลังกามองเลยค่ะ! คือมันไม่ได้ยึดติดกับกรอบเดิมๆ แต่จะเอาแนวคิดเศรษฐศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวอะไรกันเลยค่ะ เช่น ทำไมอาชญากรรมถึงลดลง?
หรือทำไมนักเรียนถึงยอมโกง? พวกนี้แหละค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเกี่ยวข้องกันหมดเลย มันพยายามค้นหา “ความจริงที่ซ่อนอยู่” ในข้อมูลและพฤติกรรมของคนเรา โดยไม่กลัวที่จะตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิมๆ เลยค่ะ สำหรับฉันนะ มันทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เคยรู้สึกว่า “เอ๊ะ…ยากจัง” กลายเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ เพราะมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่ฉันเห็นและเจอในชีวิตประจำวันจริงๆ นี่แหละ!
ถาม: ฉันจะเอาแนวคิด Freakonomics ไปปรับใช้กับการตัดสินใจซื้อของฉันในชีวิตประจำวันได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: ข้อนี้สำคัญมากเลยค่ะ! เพราะเป้าหมายของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็คือการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราให้ดีขึ้นใช่ไหมคะ? สำหรับฉันแล้ว การเข้าใจ Freakonomics ทำให้ฉันเป็นผู้บริโภคที่ฉลาดขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ มันสอนให้เราตั้งคำถามกับ “สิ่งที่เราเชื่อ” หรือ “สิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี” ค่ะ เช่น เวลาจะซื้อของแพงๆ อย่างคอนโดหรือรถยนต์สักคัน แทนที่จะเชื่อแค่คำโฆษณาหรือรีวิวสวยๆ ฉันจะเริ่มคิดถึง “แรงจูงใจ” ที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้นค่ะ เช่น เซลล์จะได้ค่าคอมมิชชั่นเท่าไหร่ถ้าฉันซื้อ?
หรือรีวิวนี้เป็นรีวิวจริงๆ หรือเป็นหน้าม้ากันแน่นะ? มันทำให้ฉันไม่รีบตัดสินใจเชื่ออะไรง่ายๆ ค่ะอีกเรื่องที่ฉันใช้บ่อยคือการมองหา “ต้นทุนแฝง” หรือ “ผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ” ค่ะ อย่างเวลาจะซื้อกาแฟแก้วละ 150 บาททุกวัน เราอาจจะคิดว่าก็แค่แก้วเดียว แต่พอรวมกันเป็นเดือน เป็นปี เรากำลังจ่ายไปเท่าไหร่กันนะ?
หรือการที่เรายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแบรนด์ที่ ‘ดูดี’ ทั้งๆ ที่คุณภาพอาจจะไม่ต่างกันมากนัก ทำไมเราถึงยอมจ่าย? บางทีมันคือเรื่องของ “สถานะทางสังคม” หรือ “ความรู้สึกที่ดีที่ได้ใช้ของแบรนด์เนม” มากกว่าคุณภาพของสินค้าจริงๆ ก็ได้ค่ะนอกจากนี้ ฉันยังใช้แนวคิดนี้มาช่วยในการ “ต่อรอง” หรือ “ตัดสินใจเลือก” ได้ดีขึ้นด้วยค่ะ อย่างเช่นเวลาที่ไปตลาดนัด ฉันจะไม่ใช่แค่ถามราคา แต่จะลองสังเกตพฤติกรรมของคนขาย หรือปริมาณสินค้าที่เหลืออยู่ เพื่อประเมินว่าควรจะต่อรองประมาณไหนดี มันทำให้ฉันกล้าคิดนอกกรอบมากขึ้น และไม่ถูกชักจูงด้วยอารมณ์หรือการตลาดฉาบฉวยได้ง่ายๆ ค่ะ ทำให้เงินในกระเป๋าของฉันอยู่นานขึ้นด้วยนะ!
ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ รับรองว่าสนุกและได้ประโยชน์แน่นอนค่ะ!






