เศรษฐศาสตร์ประหลาดกับการทดลองทางสังคม ผลลัพธ์สุดทึ่งที่คุณไม่เคยรู้

webmaster

괴짜 경제학의 사회적 실험과 그 결과 - **Prompt for "Default Option Bias"**:
    "A clean, brightly lit, modern office environment. A focus...

สวัสดีค่ะทุกคน! เคยไหมคะที่รู้สึกว่าคนเราตัดสินใจอะไรแปลกๆ บางทีก็ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย หรือแม้แต่ตัวเราเองที่เผลอทำอะไรไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรทำ แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ อย่างเช่นเรื่องโซเชียลมีเดียเนี่ยค่ะ ใครๆ ก็บ่นว่าเปลืองเวลา แต่ก็เลิกเล่นไม่ได้เพราะกลัวตกกระแส หรือบางครั้งการใช้จ่ายเรื่องใหญ่ๆ อย่างงานแต่งงานก็ต้องจัดเต็มเกินตัวไปเยอะ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าเปลือง ใช่ไหมคะ?

จากประสบการณ์ตรงของฉันที่คลุกคลีกับเรื่องราวเหล่านี้มานาน ฉันบอกเลยว่านี่แหละค่ะคือเสน่ห์ของ “เศรษฐศาสตร์นอกคอก” หรือ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” ที่ไม่ได้มองมนุษย์เป็นเพียงเครื่องจักรคิดคำนวณกำไรขาดทุน แต่ศึกษาลึกลงไปถึงเบื้องหลังจิตใจ พฤติกรรม และอารมณ์ที่ซับซ้อนของเรานี่แหละค่ะ นักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่เลยต้องหันมาทำการทดลองทางสังคมกันยกใหญ่ เพื่อค้นหาว่าอะไรคือแรงผลักดันที่แท้จริงที่ทำให้เราตัดสินใจแบบนั้น บางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทำให้เราอึ้งไปเลย เพราะมันสวนทางกับสิ่งที่เราคิดไว้มากๆ เลยค่ะ การทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ไม่ได้แค่ทำให้เรามองโลกได้ลึกซึ้งขึ้นนะคะ แต่มันยังช่วยให้เราปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเงินส่วนตัว หรือแม้แต่ทำความเข้าใจคนรอบข้างและตลาดที่เราต้องเจอทุกวันด้วยค่ะในบทความนี้ ฉันจะพาไปเจาะลึกการทดลองทางสังคมสุดแปลกจากทั่วโลกและผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง ที่จะทำให้คุณต้องร้องว้าว!

รับรองว่าอ่านจบแล้วจะมองพฤติกรรมมนุษย์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะเรามาดูกันให้ชัดๆ เลยนะคะว่าเรื่องราวเหล่านี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

มาค่ะทุกคน! วันนี้ฉันอยากชวนทุกคนมาเจาะลึกเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจที่เราคิดว่าสมเหตุสมผลแต่บางทีมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป กับ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” ศาสตร์ที่ผสมผสานทั้งเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยาเข้าด้วยกัน เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมคนเราถึงทำในสิ่งที่ทำ บางทีมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ แต่มันคือเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก และบริบทต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรานี่แหละค่ะ

พลังของ “ค่าเริ่มต้น” ที่เรามักมองข้าม

괴짜 경제학의 사회적 실험과 그 결과 - **Prompt for "Default Option Bias"**:
    "A clean, brightly lit, modern office environment. A focus...

เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมหลายๆ ครั้ง เราถึงเลือกอะไรที่ถูกตั้งค่ามาให้แล้วโดยปริยาย? ไม่ว่าจะเป็นการสมัครบริการออนไลน์ที่ติ๊กช่อง “รับข่าวสาร” อัตโนมัติ หรือแม้แต่การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ อย่างการออมเงินเพื่อเกษียณ ปรากฏการณ์นี้แหละค่ะที่นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า “Default Option Bias” หรือความโน้มเอียงจากทางเลือกมาตรฐาน เพราะคนส่วนใหญ่มักจะขี้เกียจหรือไม่ต้องการใช้พลังงานในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้ตั้งแต่ต้น ยิ่งถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หรือต้องใช้เวลาคิดเยอะๆ เราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะปล่อยไปตามค่าเริ่มต้นนั้นๆ โดยไม่ลังเล

แค่เปลี่ยนช่องติ๊ก ก็เปลี่ยนชีวิตได้

มีการทดลองที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะในหลายประเทศ บางประเทศมีอัตราการบริจาคสูงลิ่ว ขณะที่บางประเทศต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งที่ความตั้งใจของคนก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ที่ไหนได้!

มันขึ้นอยู่กับ “แบบฟอร์ม” การลงทะเบียนค่ะ ประเทศที่อัตราบริจาคสูงจะใช้แบบฟอร์มที่ “ติ๊กช่องบริจาคอวัยวะ” เป็นค่าเริ่มต้นไว้แล้ว ทำให้คนที่ขี้เกียจหรือไม่ทันได้สังเกตก็มักจะปล่อยผ่านไป กลายเป็นผู้บริจาคอวัยวะโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งต่างจากประเทศที่ต้อง “ติ๊กช่องเพื่อสมัครบริจาค” เองที่อัตราต่ำกว่ามากเลย แค่การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ในการออกแบบทางเลือก ก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในระดับสังคมได้เลยนะคะ

จากความเฉื่อยสู่การออมเงิน

ไม่ใช่แค่เรื่องบริจาคอวัยวะเท่านั้นนะคะ เรื่องการออมเงินก็เช่นกัน ในสหราชอาณาจักรมีการนำระบบสมัครเข้าโปรแกรมเงินบำนาญอัตโนมัติมาใช้ ทำให้พนักงานกว่า 4 แสนคนเข้าร่วมโครงการนี้โดยไม่ได้ต้องทำอะไรเลย จากเดิมที่มีคนเข้าร่วมน้อยมาก พอเปลี่ยนมาเป็นแบบ “เลือกไม่เข้าร่วม” แทน ถึงจะไม่ได้อยากออมแต่พอถูกตั้งค่าเป็นค่าเริ่มต้นแล้ว หลายคนก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้นเพราะความเฉื่อยชา การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ทำให้การเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นจาก 61% เป็น 83% เลยทีเดียว ฉันว่าเรื่องนี้สะท้อนได้ดีเลยว่า บางทีเราก็แค่ต้องการ “สะกิด” ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเท่านั้นเองค่ะ

ทำไม “ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย” ถึงรุนแรงกว่าความสุขที่ได้มา

คุณเคยไหมคะที่รู้สึกว่าการทำเงินหายไป 100 บาท มันเจ็บปวดมากกว่าการที่ได้เงินมา 100 บาทอย่างไม่น่าเชื่อ? ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Loss Aversion” หรือความรู้สึกหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ซึ่งเป็นหนึ่งในอคติทางความคิดที่ทรงพลังที่สุดที่นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์อย่าง Daniel Kahneman และ Amos Tversky ค้นพบมาตั้งแต่ปี 1979 พวกเขาบอกว่ามนุษย์เรานั้นให้ความสำคัญกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าความสุขที่ได้มาถึง 2 เท่าเลยทีเดียว!

Advertisement

เมื่อความกลัวเป็นแรงผลักดันที่ซ่อนอยู่

ลองนึกภาพตอนเราเล่นหุ้นก็ได้ค่ะ เวลาหุ้นขึ้นนิดหน่อยเราอาจจะรีบขายทำกำไรทันทีเพราะกลัวกำไรจะหายไป แต่พอหุ้นตกเยอะๆ เรากลับไม่กล้าตัดใจขายเพราะ “ไม่ยอมรับการขาดทุน” ทั้งที่รู้ว่าอาจจะขาดทุนมากกว่าเดิมอีกในอนาคต นี่แหละค่ะคือผลพวงของ Loss Aversion ที่ทำให้เราตัดสินใจแบบไม่สมเหตุสมผลในหลายๆ สถานการณ์ เพราะความกลัวการสูญเสียมันมีอิทธิพลต่อจิตใจเรามากกว่าความปรารถนาที่จะได้มาเสียอีก

ใช้ Loss Aversion สร้างพฤติกรรมที่ดี

รู้ไหมคะว่าเราสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือแม้แต่ในการออกแบบนโยบายได้ด้วย ตัวอย่างเช่น แทนที่จะบอกว่า “ถ้าคุณประหยัดไฟ คุณจะประหยัดเงินได้ 500 บาท” ลองเปลี่ยนเป็น “ถ้าคุณไม่ประหยัดไฟ คุณจะสูญเสียเงิน 500 บาทไปโดยเปล่าประโยชน์” การใช้ภาษาที่เน้น “การสูญเสีย” จะกระตุ้นให้คนหันมาประหยัดไฟได้มากกว่า เพราะไม่มีใครอยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียอะไรไปฟรีๆ จริงไหมคะ?

“ความเป็นเจ้าของ” ที่ทำให้ของธรรมดามีค่าขึ้นมาทันที

ฉันเชื่อว่าหลายคนเคยเป็นนะคะ คือพอเราได้เป็นเจ้าของอะไรบางอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแก้วกาแฟ เสื้อผ้า หรือแม้แต่บ้าน เราจะรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าและอยากเก็บรักษาไว้มากกว่าตอนที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Endowment Effect” หรือการให้ค่ากับสิ่งที่เราเป็นเจ้าของสูงเกินจริง

แก้วกาแฟใบละ 200 vs 500 บาท

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Daniel Kahneman เคยทำการทดลองที่โด่งดังมาก โดยแจกแก้วกาแฟให้คนกลุ่มหนึ่งแล้วถามว่า “จะขายแก้วใบนี้ในราคาเท่าไหร่” กับอีกกลุ่มที่ไม่ได้แก้วแต่ถามว่า “จะซื้อแก้วใบนี้ในราคาเท่าไหร่” ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมากค่ะ!

กลุ่มที่เป็นเจ้าของแก้วจะตั้งราคาขายสูงกว่ากลุ่มที่ต้องการซื้อถึงสองเท่า! นี่แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่าแค่ได้ “ครอบครอง” สิ่งของ ก็ทำให้มูลค่าในใจเราพุ่งสูงขึ้นทันที

กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ Endowment Effect

แบรนด์ต่างๆ ก็มักจะใช้ Endowment Effect ในการทำการตลาดนะคะ เช่น การให้ทดลองใช้สินค้าฟรี หรือให้เวลาทดลองขับรถยนต์หลายวัน พอเราได้ใช้ ได้สัมผัส ได้รู้สึกว่ามัน “เป็นของเรา” แล้ว ความผูกพันก็เริ่มก่อตัวขึ้น ทำให้เราไม่อยากสูญเสียมันไป และสุดท้ายก็ตัดสินใจควักเงินซื้อในที่สุด เหมือนที่ฉันเคยลองใช้แอปแต่งรูปฟรี พอใช้ไปนานๆ รูปเยอะขึ้น ไม่อยากเสียข้อมูลก็ต้องยอมจ่ายรายเดือนเลยค่ะ!

กับดัก “ตัวเลือกที่มากเกินไป”

คุณเคยไหมคะที่เข้าร้านอาหารแล้วเจอเมนูเป็นร้อยหน้า หรือเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วเจอโยเกิร์ตเป็นสิบยี่ห้อ จนสุดท้ายตัดสินใจไม่ถูกแล้วก็เลือกอะไรที่คุ้นเคย หรือไม่ก็ไม่ซื้อไปเลย?

นี่แหละค่ะคือ “Paradox of Choice” หรือความย้อนแย้งของการมีตัวเลือกที่มากเกินไปที่นักจิตวิทยาชื่อ Barry Schwartz ได้นำเสนอไว้ เขาบอกว่าบางครั้งการมีตัวเลือกเยอะๆ กลับไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขึ้น แต่กลับสร้างภาระและความเครียดในการตัดสินใจแทน

การทดลองแยมที่เปลี่ยนมุมมอง

มีการทดลองที่น่าสนใจมากในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยแบ่งแยมออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมีแยมให้เลือก 24 รสชาติ อีกกลุ่มมีแค่ 6 รสชาติ ผลปรากฏว่าโต๊ะที่มีแยม 24 รส มีคนหยุดชิมเยอะกว่า แต่กลับมีคนซื้อจริงแค่ 3% ส่วนโต๊ะที่มีแยม 6 รส แม้คนจะหยุดชิมน้อยกว่า แต่กลับมียอดซื้อสูงถึง 30%!

เห็นไหมคะว่ายิ่งมีตัวเลือกมากเกินไป ลูกค้ากลับรู้สึกสับสนและตัดสินใจไม่ถูก จนสุดท้ายก็เลือกที่จะ “ไม่เลือก” เลยไปซะอย่างนั้น

Advertisement

ลดความซับซ้อน เพิ่มยอดขาย

สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาด ลองคิดดูนะคะว่าเราจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นได้อย่างไร แทนที่จะยัดเยียดทุกตัวเลือกให้ลูกค้า ลองคัดเลือกหรือแนะนำตัวเลือกที่ “แตกต่างและมีคุณค่า” จริงๆ ดูสิคะ หรือแม้แต่การจัดเรียงสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจน หรือมีชุดแนะนำที่ช่วยลดภาระการคิดของลูกค้าลง ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ ฉันเองก็ชอบร้านที่ช่วยคัดสรรสิ่งดีๆ มาให้เราแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาคิดเยอะดีค่ะ

การ “สะกิด” เบาๆ เปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างไร (Nudge Theory)

괴짜 경제학의 사회적 실험과 그 결과 - **Prompt for "Paradox of Choice"**:
    "A visually stunning supermarket aisle overflowing with an e...

ถ้าอยากให้คนทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่อยากบังคับหรือออกกฎให้ยุ่งยาก เรามีวิธีที่ฉลาดกว่านั้นค่ะ นั่นคือการ “สะกิด” หรือที่เรียกว่า “Nudge” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ Richard H.

Thaler ได้รับรางวัลโนเบลไปในปี 2017 Nudge คือการสร้างสภาพแวดล้อมหรือเงื่อนไขที่จูงใจให้คนเลือกทางเลือกที่พึงประสงค์ โดยที่เขายังรู้สึกว่ามีอิสระในการตัดสินใจของตัวเองอยู่เสมอ

จากบันไดสู่เปียโน

ตัวอย่าง Nudge ที่โด่งดังมากคือการเปลี่ยนบันไดธรรมดาให้เป็น “บันไดเปียโน” ในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง พอคนเดินเหยียบบันไดก็จะเกิดเสียงเหมือนเล่นเปียโน ทำให้คนสนุกและเลือกเดินขึ้นบันไดแทนการใช้บันไดเลื่อน ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพโดยที่ไม่ได้บังคับเลยสักนิด ฉันว่านี่เป็นการออกแบบที่เข้าใจจิตใจมนุษย์จริงๆ ค่ะ แค่เพิ่มความสนุกนิดหน่อยก็เปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้ว

“Nudge” ในชีวิตประจำวันและนโยบาย

ปัจจุบัน Nudge ถูกนำไปใช้ในหลายวงการ ทั้งการกระตุ้นให้คนกินอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น (เช่น การจัดวางอาหารสุขภาพให้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นง่าย) การส่งเสริมการออกกำลังกาย (เช่น การออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมทางกาย) หรือแม้แต่การปรับปรุงนโยบายสาธารณะ เช่น การรณรงค์ลดขยะ หรือการส่งเสริมการบริจาค หลักการสำคัญคือทำให้มัน “ง่าย ดึงดูด เป็นที่นิยม และถูกเวลา” (EAST framework) ลองเอามาปรับใช้กับตัวเองดูนะคะ อาจจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่งก็ได้!

แนวคิดหลักทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม คำอธิบายสั้นๆ (แบบที่ฉันเข้าใจนะ) ตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน
Default Option Bias (อคติค่าเริ่มต้น) คนเรามักจะเลือกสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้แล้วโดยไม่เปลี่ยน เพราะขี้เกียจคิด สมัครบริการออนไลน์แล้วไม่ติ๊กยกเลิกรับข่าวสาร
Loss Aversion (ความกลัวการสูญเสีย) ความเจ็บปวดจากการเสียเงิน 100 บาท มันรู้สึกแย่กว่าความสุขที่ได้เงิน 100 บาท ไม่กล้าขายหุ้นที่ขาดทุน เพราะไม่อยากยอมรับการเสียเงิน
Endowment Effect (ผลของความเป็นเจ้าของ) พอได้เป็นเจ้าของของอะไรแล้ว ของชิ้นนั้นจะดูมีคุณค่ามากกว่าตอนที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ ขายรถมือสองของตัวเองแพงกว่าราคาตลาด เพราะผูกพันและให้ค่าทางใจ
Paradox of Choice (ความย้อนแย้งของตัวเลือก) ยิ่งมีตัวเลือกเยอะไป ก็ยิ่งตัดสินใจยากและอาจไม่เลือกเลย ยืนงงหน้าเชลฟ์โยเกิร์ตที่มีเป็นสิบยี่ห้อ จนไม่รู้จะซื้ออะไรดี
Nudge Theory (ทฤษฎีการสะกิด) การออกแบบสภาพแวดล้อมให้คนเลือกพฤติกรรมที่ดีขึ้นโดยไม่บังคับ บันไดเปียโนที่ทำให้คนสนุกและเลือกเดินขึ้นบันไดแทนบันไดเลื่อน

อิทธิพลของ “คนส่วนใหญ่” ที่ทำให้เราคล้อยตาม (Social Proof & Conformity)

เคยไหมคะที่เห็นเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างแห่ไปซื้อของอย่างเดียวกัน หรือไปเที่ยวที่เดียวกัน แล้วเราก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากทำตามบ้าง? หรือเวลาที่เราไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรดี เรามักจะมองหาว่าคนอื่นทำอะไรกัน แล้วเราก็ทำตามเขาไปโดยปริยาย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Social Proof” หรือ “Conformity” (การคล้อยตามทางสังคม) ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราที่เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการได้รับการยอมรับและกลัวการแปลกแยก

Advertisement

เมื่อความเห็นของกลุ่มมีพลังมากกว่าเหตุผลส่วนตัว

มีการทดลองที่คลาสสิกของ Solomon Asch ที่แสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถคล้อยตามความเห็นของกลุ่มได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แม้ว่าความเห็นนั้นจะผิดอย่างชัดเจนก็ตาม โดยเขาให้ผู้เข้าร่วมการทดลองดูเส้น 3 เส้นแล้วให้เลือกเส้นที่ยาวเท่ากับเส้นตัวอย่าง ซึ่งมันง่ายมากๆ แต่เมื่อมีหน้าม้าหลายคนเลือกผิดอย่างพร้อมเพรียงกัน ผู้เข้าร่วมการทดลองจริงๆ ก็มักจะเลือกผิดตามไปด้วยเพื่อที่จะไม่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ มันแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันทางสังคมมีผลต่อการตัดสินใจของเราได้มากแค่ไหน

พลังของรีวิวและยอดไลก์

ในโลกออนไลน์ยุคนี้ Social Proof ยิ่งทรงอิทธิพลมากๆ ค่ะ เว็บไซต์ E-commerce ร้านอาหาร หรือแม้แต่บล็อกต่างๆ ก็มักจะแสดงจำนวนรีวิว ยอดขาย หรือยอดผู้ติดตาม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้คนอื่นๆ ทำตาม ยิ่งมีคนจำนวนมาก “รับรอง” หรือ “เห็นด้วย” เราก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจที่จะเลือกสิ่งนั้นมากขึ้น เหมือนที่ฉันเองเวลาจะซื้อของออนไลน์ก็ต้องเลื่อนดูรีวิวเป็นร้อยๆ ก่อนตัดสินใจซื้อทุกทีเลยค่ะ

“วิธีนำเสนอ” ที่เปลี่ยนการตัดสินใจได้ (Framing Effect)

คุณเคยเห็นโฆษณาที่บอกว่า “นมนี้ไขมัน 1% เท่านั้น!” กับอีกโฆษณาที่บอกว่า “นมนี้มีไขมัน 99% ไขมันต่ำ!” ไหมคะ? ทั้งที่มันคือผลิตภัณฑ์เดียวกันและมีข้อมูลเชิงปริมาณที่เท่ากันเป๊ะ แต่โฆษณาแบบแรกมักจะดึงดูดใจผู้บริโภคได้มากกว่า นี่แหละค่ะคือ “Framing Effect” หรือผลของการวางกรอบ คือการที่เราตัดสินใจต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลเดียวกันนั้นถูกนำเสนออย่างไร ไม่ว่าจะในแง่บวกหรือแง่ลบ

เลือก “รอด” หรือ “ตาย” ที่เท่ากัน?

นักจิตวิทยา Amos Tversky และ Daniel Kahneman ได้ทำการทดลองที่โด่งดังเกี่ยวกับโรคระบาด โดยให้ผู้คนเลือกโปรแกรมการรักษา 2 แบบ ซึ่งมีผลลัพธ์สุดท้ายเท่ากัน แต่ต่างกันที่การนำเสนอ โปรแกรมแรกเน้นการ “รอดชีวิต” ในขณะที่โปรแกรมที่สองเน้นการ “เสียชีวิต” ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกโปรแกรมที่เน้นการรอดชีวิต แม้ว่าจำนวนคนที่จะรอดและตายจะเท่ากันในทางสถิติ นี่แสดงให้เห็นว่าอารมณ์และความรู้สึกที่เราได้รับจาก “กรอบ” การนำเสนอข้อมูลนั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเราอย่างมาก

ใช้ Framing Effect ในการสื่อสาร

ในชีวิตประจำวัน การใช้ Framing Effect ก็ช่วยให้การสื่อสารของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ เช่น เวลาที่เราอยากให้ลูกกินผัก แทนที่จะบอกว่า “ถ้าไม่กินผักจะไม่แข็งแรง” ลองเปลี่ยนเป็น “ถ้ากินผักแล้วจะแข็งแรงและวิ่งเร็วเหมือนฮีโร่” การเน้นผลลัพธ์เชิงบวกมักจะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่เราต้องการได้ดีกว่า การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้เราเป็นผู้บริโภคที่ฉลาดขึ้นและเป็นผู้สื่อสารที่เข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วยค่ะ

สรุปส่งท้ายบทความนี้

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน พอได้อ่านเรื่องราวของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เราคุยกันวันนี้แล้ว ฉันเชื่อว่าหลายคนคงจะร้องอ๋อ! กับพฤติกรรมของตัวเองและคนรอบข้างในหลายๆ ครั้งเลยใช่ไหมล่ะคะ? มันมหัศจรรย์มากเลยนะที่แค่การทำความเข้าใจหลักการเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ก็ทำให้เรามองโลกและเข้าใจการตัดสินใจต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้นเยอะเลย จากที่เคยคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของเหตุผลและตรรกะล้วนๆ ตอนนี้เราคงเห็นแล้วว่าอารมณ์ ความรู้สึก และบริบทต่างๆ ล้วนมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันเลยจริงๆ ค่ะ

สำหรับฉันแล้ว การได้เรียนรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมทำให้ฉันกลายเป็นนักสังเกตที่ดีขึ้นมากเลยค่ะ และยังช่วยให้ฉันตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้รอบคอบขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การซื้อของ หรือแม้แต่การวางแผนชีวิต มันทำให้เราฉุกคิดก่อนที่จะทำอะไรลงไปเสมอ เพราะรู้ว่ามี “กับดัก” หรือ “อคติ” บางอย่างที่ซ่อนอยู่ และเราสามารถใช้หลักการเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อสร้างพฤติกรรมที่ดีขึ้นให้กับตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างแยบยล ลองเอาไปปรับใช้ในแบบของตัวเองดูนะคะ แล้วจะรู้ว่ามันมีประโยชน์และสนุกกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ

Advertisement

เกร็ดความรู้ที่มีประโยชน์

นอกเหนือจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ในบทความแล้ว ฉันยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากฝากทุกคนไว้ เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราฉลาดขึ้นด้วยหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมค่ะ:

1. ลองตั้งค่า “ค่าเริ่มต้น” ของตัวเองให้เป็นพฤติกรรมที่ดี เช่น ตั้งค่าให้เงินออมถูกหักอัตโนมัติ หรือจัดตารางออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตร เพราะความเฉื่อยชาของเราจะช่วยผลักดันให้เราทำตามนั้นไปเองโดยไม่รู้ตัว

2. เวลาจะซื้อของชิ้นใหญ่ ลองใช้เวลาไตร่ตรองให้มากขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่เราให้ค่ากับสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ (Endowment Effect) สูงกว่าความเป็นจริง ทำให้เราตัดสินใจซื้อหรือขายโดยที่ไม่ได้ราคาที่ดีที่สุด

3. ระวัง “ความกลัวการสูญเสีย” (Loss Aversion) อย่าให้มันมาบงการการตัดสินใจทางการเงิน เช่น การไม่ยอมตัดขาดทุนจากหุ้นที่ติดดอย เพราะการยึดติดกับสิ่งที่เสียไปแล้วอาจทำให้เราเสียมากกว่าเดิม

4. หากรู้สึกสับสนเมื่อมีตัวเลือกมากเกินไป ลองจำกัดตัวเลือกของตัวเองให้แคบลง หรือใช้หลักการ Nudge ในการจัดเรียงสิ่งของให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการตัดสินใจ เราจะมีความสุขและเครียดน้อยลงค่ะ

5. เวลาต้องการโน้มน้าวใจใคร หรือนำเสนออะไรบางอย่าง ลองคิดถึง “กรอบ” การนำเสนอ (Framing Effect) ให้ดี เน้นผลลัพธ์เชิงบวกหรือสิ่งที่เขาจะได้ มากกว่าการเน้นสิ่งที่เขาจะเสียไป หรือสิ่งที่เขาต้องทำ

ฉันหวังว่าเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ ลองเอาไปปรับใช้ดูค่ะ!

สิ่งสำคัญที่ต้องจำ

จากทั้งหมดที่เราได้พูดคุยกันวันนี้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สิ่งที่ฉันอยากให้ทุกคนจำขึ้นใจเลยก็คือ การตัดสินใจของเราไม่ได้มีแค่เรื่องของเหตุผลเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลจากอคติทางจิตวิทยาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพลังของ “ค่าเริ่มต้น” ที่ทำให้เรามักจะไปตามสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้แล้ว ความรุนแรงของ “ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย” ที่มักจะรุนแรงกว่าความสุขที่ได้มา หรือแม้แต่ “ความเป็นเจ้าของ” ที่ทำให้เราให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ สูงเกินจริง

นอกจากนี้ ยังมี “กับดักตัวเลือกที่มากเกินไป” ที่ทำให้เราตัดสินใจยาก และ “อิทธิพลของคนส่วนใหญ่” ที่ทำให้เราคล้อยตามโดยไม่รู้ตัว แต่ข่าวดีก็คือเมื่อเราเข้าใจกลไกเหล่านี้ เราก็สามารถใช้ “การสะกิด” (Nudge) หรือ “การวางกรอบ” (Framing Effect) เพื่อนำทางตัวเองและคนอื่นไปสู่พฤติกรรมที่ดีขึ้นได้ ฉันอยากให้ทุกคนหมั่นสังเกตพฤติกรรมของตัวเองและคนรอบข้าง แล้วจะพบว่าโลกของการตัดสินใจนั้นซับซ้อนแต่ก็มีเสน่ห์มากจริงๆ ค่ะ อย่าลืมนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมีความสุขมากขึ้นนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: เศรษฐศาสตร์นอกคอก หรือ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่พูดถึงนี่คืออะไรกันแน่คะ แล้วมันต่างจากเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนๆ กันมายังไง?

ตอบ: อู๊ยยย คำถามนี้โดนใจมากค่ะ! คืออย่างนี้ค่ะ ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆ นะคะ เศรษฐศาสตร์ที่เราเคยเรียนกันมาแต่ก่อนเนี่ย เขาจะมองว่ามนุษย์เราเป็น “มนุษย์เศรษฐศาสตร์” (Homo Economicus) คือเป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดแต่เรื่องเหตุผล เน้นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเองเท่านั้น คิดคำนวณเก่งเหมือนคอมพิวเตอร์เลยค่ะแต่ในชีวิตจริงเป็นแบบนั้นไหมคะ?
ฉันว่าไม่เลย! บางทีเราก็ซื้อของเพราะเซลล์เก่ง อารมณ์พาไป หรือบางทีก็แค่เห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่จำเป็น นี่แหละค่ะคือจุดที่ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” (Behavioral Economics) ก้าวเข้ามา มันคือการเอาหลักจิตวิทยามาผสมโรงกับเศรษฐศาสตร์ เพื่อมาดูว่าจริงๆ แล้วการตัดสินใจของเราไม่ได้มีแต่เรื่องเหตุผลเพียวๆ แต่มันมีอารมณ์ มีบริบททางสังคม มีอคติทางความคิดอะไรต่างๆ มาเกี่ยวข้องเต็มไปหมดเลยค่ะจากประสบการณ์ของฉันนะคะ พอได้มาศึกษาเรื่องนี้จริงๆ จังๆ ก็รู้สึกเหมือนเปิดโลกเลยค่ะ เพราะมันช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้นเยอะเลยว่าทำไมบางทีเราถึงทำอะไรแปลกๆ ออกไปโดยที่เราเองก็ยังงงๆ เลยค่ะ มันคือการมองมนุษย์ในมุมที่ซับซ้อนและเป็นธรรมชาติมากขึ้นนั่นเองค่ะ ไม่ใช่แค่เครื่องจักรที่ประมวลผลข้อมูลอย่างเดียวแล้ว!

ถาม: การทดลองทางสังคมสุดแปลกที่ว่านี่มันเป็นยังไงบ้างคะ อยากรู้จังว่านักเศรษฐศาสตร์เขาไปทดลองอะไรกันบ้าง?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้ก็เด็ดไม่แพ้กันเลยค่ะ! เรื่องการทดลองทางสังคมนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเลยนะ เพราะเขาไม่ได้แค่นั่งวิเคราะห์ตัวเลขในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียว แต่ลงมา “ทดลองจริง” ในสถานการณ์จริงเลยค่ะ บางทีก็ตั้งสถานการณ์จำลองขึ้นมาเพื่อดูปฏิกิริยาของผู้คนฉันเคยอ่านเรื่องการทดลองสนุกๆ เยอะมากเลยค่ะ อย่างเช่น การทดลองที่นักวิจัยไปวางกระเป๋าสตางค์ที่ “ดูเหมือนจะทำหล่น” ไว้ตามที่สาธารณะ โดยในกระเป๋าจะมีเงินนิดหน่อย พร้อมกับนามบัตรหรือเอกสารที่บอกว่าเจ้าของเป็นใคร แล้วก็รอดูว่าจะมีคนเก็บได้แล้วส่งคืนกี่คน ผลลัพธ์ที่ได้นี่น่าสนใจมากนะคะ เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความรู้สึก” ที่คนเก็บได้มีต่อเจ้าของกระเป๋าด้วยค่ะ เช่น ถ้าในกระเป๋ามีรูปเด็กเล็กอยู่ คนมักจะคืนมากกว่ากระเป๋าที่ไม่มีอะไรเลย!
หรืออย่างการทดลองง่ายๆ ที่เคยเป็นไวรัลในบ้านเราเลยค่ะ คือการทดลองเรื่อง “กล่องบริจาค” ที่มีรูปตาจ้องมองอยู่ ผลคือคนจะบริจาคเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ เพราะรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่แม้จะไม่มีใครอยู่ตรงนั้นจริงๆ ก็ตาม นี่แหละค่ะคือตัวอย่างของการทดลองที่ทำให้เราเห็นว่าบางทีการตัดสินใจของเรามันก็ถูก “กระตุ้น” ด้วยอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ทันได้สังเกตเห็นค่ะ บอกเลยว่าบางทีมันก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริงๆ ค่ะ!

ถาม: แล้วไอ้เจ้าเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมนี่ เราจะเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ยังไงบ้างคะ ทั้งเรื่องการเงิน การงาน หรือความสัมพันธ์เนี่ยค่ะ?

ตอบ: เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยค่ะ! เพราะว่าสุดท้ายแล้วความรู้ทุกอย่างมันควรจะเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงได้ใช่ไหมคะ สำหรับเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเนี่ย ฉันบอกเลยว่ามีประโยชน์เยอะมากกกก…
ไม่ใช่แค่เรื่องเงินๆ ทองๆ เท่านั้นนะคะ แต่รวมถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเราด้วยค่ะยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะคะ “เรื่องการออมเงิน” ค่ะ หลายคนบ่นว่าออมไม่ค่อยได้ หรือพอมีเงินก็ใช้หมด ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ!
แต่พอได้ศึกษาเรื่องนี้ก็ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราสามารถ “ออกแบบ” พฤติกรรมของเราให้ดีขึ้นได้ เช่น การตั้งระบบหักเงินออมอัตโนมัติเข้าอีกบัญชีทันทีที่เงินเดือนเข้า แบบนี้เราก็ไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะออมดีไหม เพราะระบบมันจัดการให้แล้ว ถือเป็นการ “บังคับตัวเอง” อย่างชาญฉลาดค่ะ หรืออีกอย่างที่น่าสนใจคือเรื่อง “การตัดสินใจซื้อของ” ค่ะ บางทีเราเดินเข้าห้างแล้วเห็นป้าย “ลด 50% วันสุดท้าย!” เราก็รีบคว้าเลยใช่ไหมคะ ทั้งๆ ที่ของชิ้นนั้นเราอาจจะไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น แต่มันเป็นกับดักทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “ความกลัวที่จะพลาด” (Fear of Missing Out – FOMO) ค่ะ พอเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะมีสติมากขึ้นเวลาจะจ่ายเงินก้อนโตๆ ค่ะส่วนเรื่องความสัมพันธ์หรือการทำงาน ก็เอามาใช้ได้เหมือนกันค่ะ เช่น การที่เราเข้าใจว่าคนอื่นอาจจะตัดสินใจด้วยอารมณ์หรืออคติบางอย่าง เราก็จะสามารถสื่อสารหรือนำเสนอไอเดียของเราได้ดีขึ้น โดยการ “เลือกใช้คำพูด” หรือ “สร้างบริบท” ที่จะกระตุ้นให้เขาตอบสนองในทางที่เราต้องการค่ะ แต่นี่ก็ต้องใช้อย่างมีจริยธรรมนะคะ!
สรุปง่ายๆ ก็คือ พอเราเข้าใจ “กลไกสมอง” ของมนุษย์มากขึ้น เราก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขมากขึ้นด้วยค่ะ ลองสังเกตพฤติกรรมตัวเองดูนะคะ แล้วจะเห็นว่ามันน่าสนุกขนาดไหน!

📚 อ้างอิง

Advertisement