เศรษฐศาสตร์นอกตำรา: เจาะลึกความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง!

webmaster

괴짜 경제학의 흥미로운 사례를 통한 분석 - **Image Prompt: The Thrill of the Thai Bargain Hunter**
    A vibrant, medium shot of a cheerful Tha...

เพื่อนๆ เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมบางทีเราถึงตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ แบบที่คนอื่นมองแล้วก็ยังงง หรือแม้แต่ตัวเราเองก็อดสงสัยไม่ได้? อย่างเช่นเห็นของลดราคาทีไรเป็นต้องพุ่งเข้าไปคว้ามา ทั้งที่ในใจก็แอบรู้ว่าอาจจะยังไม่จำเป็นขนาดนั้น หรือบางทีก็ทนถือหุ้นที่ขาดทุนยับเอาไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วควรจะปล่อยไปตั้งนานแล้ว นั่นแหละค่ะคือเสน่ห์ของ ‘เศรษฐศาสตร์แนวประหลาด’ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือทฤษฎีแห้งๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกันเลยนะ แต่เป็นเรื่องของจิตใจมนุษย์เราล้วนๆ ที่เข้ามาปั่นป่วนกลไกตลาดแบบคาดไม่ถึงเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วเวอร์แบบนี้ เราได้เห็นปรากฏการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นเยอะแยะไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นกระแส ‘นอนราบ’ ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากจะวิ่งแข่งกับใคร หรือแม้แต่เหรียญคริปโตที่ชื่อกวนๆ ว่า ‘Useless Coin’ ที่ดันฮอตฮิตติดลมบนซะงั้น!

สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันเชื่อว่า เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องราวรอบๆ ตัวเราที่ซ่อนแง่คิดดีๆ ไว้เพียบเลยค่ะ มาดูกันว่าภายใต้ความ ‘ประหลาด’ เหล่านี้ จะมีอะไรให้เราเรียนรู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้างนะคะมาทำความเข้าใจไปพร้อมกันเลยค่ะ

เมื่อของลดราคาเรียกหา… เราจะต้านทานได้อย่างไรนะ?

괴짜 경제학의 흥미로운 사례를 통한 분석 - **Image Prompt: The Thrill of the Thai Bargain Hunter**
    A vibrant, medium shot of a cheerful Tha...

สัญชาตญาณนักล่ากับการตลาดที่เหนือชั้น

เพื่อนๆ เคยเป็นกันไหมคะ? พอเห็นป้าย “ลดกระหน่ำ” หรือ “ซื้อ 1 แถม 1” ทีไร หัวใจมันก็เต้นแรงผิดปกติ มือไม้สั่น อยากจะพุ่งตัวเข้าไปคว้ามาให้ได้ ทั้งๆ ที่บางทีก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ของชิ้นนั้นมันจำเป็นกับชีวิตเราจริงๆ หรือเปล่า ส่วนตัวฉันเองก็เป็นบ่อยค่ะ!

อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ต เจอข้าวสารยี่ห้อโปรดลดราคาแบบจัดหนักจัดเต็ม จากปกติถุงละ 180 บาท ลดเหลือ 120 บาทเท่านั้น! โอ้โห เห็นแบบนี้แล้วใจมันสั่งเลยค่ะว่า “ต้องซื้อ!” ทั้งที่บ้านก็ยังมีข้าวสารเหลืออีกเป็นสิบกิโลกรัม แต่ด้วยความรู้สึกว่า “ถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะเสียโอกาส” ก็เลยจัดมาซะสองถุงใหญ่ๆ เลยค่ะ พอกลับมาถึงบ้านก็แอบคิดนะว่านี่เราซื้อมาทำไมเยอะแยะเนี่ย แต่พอเห็นว่าประหยัดไปได้หลายสิบบาทก็รู้สึกฟินไปอีกแบบ เหมือนได้ล่าสมบัติมายังไงยังงั้นเลยค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัวของเราคนเดียวนะคะ แต่เป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ถูกนำมาใช้ในการตลาดอย่างชาญฉลาดเลยล่ะค่ะ บ่อยครั้งที่เราไม่ได้ซื้อเพราะต้องการ แต่ซื้อเพราะรู้สึกว่าได้ “กำไร” จากส่วนลดนั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมสนใจเป็นพิเศษเลยค่ะ เพราะมันทำให้เห็นว่าการตัดสินใจของเราไม่ได้มีเหตุผลเสมอไป บางทีอารมณ์และความรู้สึกก็เข้ามามีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันเลยนะ

ความสุขเล็กๆ จากการได้ ‘ของดีราคาถูก’

สำหรับหลายๆ คน รวมถึงฉันด้วย การได้ซื้อของลดราคาหรือได้ “ของดีราคาถูก” มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชนะเล็กๆ ในชีวิตประจำวันเลยค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของเงินที่ประหยัดไปได้เท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ได้จากการที่เราสามารถ “หา” หรือ “ได้มา” ในสิ่งที่คุ้มค่ากว่าคนอื่น ลองคิดดูสิคะ เวลาที่เราได้อวดเพื่อนว่า “แกดูสิ!

ฉันได้กระเป๋าใบนี้มาแค่ครึ่งราคาเองนะ” มันไม่ใช่แค่การบอกเล่าเรื่องราวการซื้อของ แต่เป็นการแบ่งปันความรู้สึกภาคภูมิใจเล็กๆ ที่เราจัดการเรื่องเงินได้ดี หรือตัดสินใจได้ฉลาดกว่าคนอื่นนั่นเองค่ะ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้แหละค่ะที่ช่วยเติมเต็มความสุขในใจเราได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางครั้งของชิ้นนั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น แต่ ‘ความสุขในการได้มา’ มันกลับมีค่ามากกว่าตัวสินค้าเสียอีก นี่คืออีกมุมหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ที่บอกเราว่า “มูลค่า” ของสิ่งของไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคาเสมอไป แต่มันถูกกำหนดด้วย “ความรู้สึก” และ “ประสบการณ์” ที่เราได้รับจากมันด้วยค่ะ

‘ของมันต้องมี’ หรือแค่ตามกระแส… แยกแยะยังไงดีนะ?

พฤติกรรมเลียนแบบในยุคโซเชียลมีเดีย

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเฟื่องฟูแบบนี้ เพื่อนๆ สังเกตไหมคะว่ากระแสอะไรบางอย่างมันมาเร็วไปเร็วเหลือเกิน แล้วหลายๆ ครั้งเราเองก็อดที่จะ “มี” หรือ “ทำ” ตามกระแสเหล่านั้นไม่ได้ อย่างเช่นช่วงหนึ่งที่กระแสต้นไม้ด่างฮิตมากๆ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อยากได้มาปลูกกับเขาบ้าง ทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจเรื่องต้นไม้เลยนะ แต่พอเห็นเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กอวดรูปต้นไม้สวยๆ กันเยอะเข้า เราก็เริ่มรู้สึกว่า “เอ๊ะ…

หรือว่าเราควรจะมีบ้างนะ?” จนสุดท้ายก็ไปหาซื้อมาจนได้ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงรอดไหม หรือเอาเข้าจริงก็ไม่ได้อินขนาดนั้น นี่แหละค่ะคือพฤติกรรมเลียนแบบ (Herd Behavior) ที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากในสังคมยุคดิจิทัล เมื่อเราเห็นคนรอบข้างหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่เราติดตามใช้หรือทำอะไรบางอย่าง เราก็มักจะเกิดความรู้สึกว่าอยากทำตามบ้าง เพราะไม่อยากตกยุค หรืออยากจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เองค่ะที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เราคิด เพราะมันสร้างความต้องการเทียมขึ้นมา ทำให้สินค้าหรือบริการบางอย่างที่อาจจะไม่ได้จำเป็นจริงๆ กลับกลายเป็น “ของมันต้องมี” ขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืนเลยค่ะ

Advertisement

FOMO (Fear Of Missing Out) กับการตัดสินใจซื้อที่ไม่ได้มาจากใจจริง

นอกจากพฤติกรรมเลียนแบบแล้ว อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อของแบบไม่ทันคิดก็คือ “FOMO” หรือ Fear Of Missing Out นั่นเองค่ะ มันคือความรู้สึกกลัวที่จะพลาดโอกาสดีๆ กลัวที่จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแส หรือกลัวที่จะไม่ได้ครอบครองในสิ่งที่คนอื่นเขามีกัน ซึ่งฉันเองก็เคยโดน FOMO เล่นงานมาแล้วหลายครั้งค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เห็นโปรโมชั่นจำกัดเวลา หรือสินค้า Limited Edition ที่บอกว่า “หมดแล้วหมดเลย” แค่คำว่า “หมดแล้วหมดเลย” นี่แหละค่ะที่ทำให้หัวใจฉันเต้นรัว แล้วก็ตัดสินใจซื้อไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่บางทีก็ยังไม่ได้คิดเลยว่ามันคุ้มค่าจริงไหม หรือเราจะใช้มันบ่อยแค่ไหนกันแน่ การตลาดสมัยนี้เก่งมากนะคะที่ใช้ FOMO มากระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเขารู้ดีว่ามนุษย์เรามีความรู้สึกกลัวการสูญเสียโอกาสมากแค่ความอยากได้ ทำให้เราตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งในระยะยาวแล้ว การซื้อของด้วยอารมณ์แบบนี้อาจจะทำให้เราเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น และทำให้การเงินของเราไม่มั่นคงเท่าที่ควรจะเป็นได้ค่ะ

เรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ใจเราปั่นป่วนกว่าที่คิด

อคติทางความคิดที่ส่งผลต่อการลงทุน

เคยไหมคะเวลาที่เราลงทุนอะไรไปแล้ว มันเริ่มมีท่าทีว่าจะขาดทุน แต่เราก็ยังทนถือมันไว้ ไม่ยอมขายทิ้ง ทั้งๆ ที่ในใจก็รู้ว่ามันอาจจะไม่ดีแล้วนะ นี่แหละค่ะที่เรียกว่า “อคติทางความคิด” หรือ Cognitive Bias ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ ของเราโดยไม่รู้ตัว อย่างตัวฉันเองก็เคยเป็นค่ะ มีช่วงหนึ่งไปลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งที่เพื่อนแนะนำมา ตอนแรกก็ขึ้นดี๊ดีค่ะ แต่พอเจอช่วงตลาดผันผวน ราคาหุ้นก็ร่วงเอาๆ แต่ฉันก็ยังไม่ยอมขาย เพราะรู้สึกเสียดายที่ต้อง “ยอมรับ” การขาดทุนก้อนนั้น คิดไปเองว่า “เดี๋ยวมันก็กลับมา” สุดท้ายก็ติดดอยไปเลยค่ะ!

ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของ Loss Aversion หรือการที่เรากลัวการสูญเสียมากกว่าอยากได้กำไร ทำให้เราตัดสินใจแบบไม่สมเหตุสมผลเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากการขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง อคติพวกนี้แหละค่ะที่ทำให้คนจำนวนมากพลาดโอกาสในการลงทุนที่ดีกว่า หรือทำให้จมอยู่กับการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้องนานเกินไป มันแสดงให้เห็นว่าแม้แต่เรื่องเงินที่ดูเหมือนจะต้องใช้เหตุผลล้วนๆ แต่ความรู้สึกและอคติส่วนตัวก็เข้ามามีบทบาทอย่างมากเลยค่ะ

ยิ่งขาดทุนยิ่งถือ? กับดักของนักลงทุนมือใหม่

สำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายๆ คน รวมถึงฉันในอดีตด้วย มักจะเจอกับกับดักที่เรียกว่า “การยึดติดกับต้นทุนจม” หรือ Sunk Cost Fallacy ค่ะ นั่นคือการที่เราเอาต้นทุนที่เราจ่ายไปแล้วในอดีตมาเป็นตัวตัดสินใจในปัจจุบัน ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นเงินที่เสียไปแล้วและไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ อย่างเช่น เวลาเราซื้อคอร์สเรียนออนไลน์ราคาแพงมา แต่เรียนไปได้ไม่กี่บทก็รู้สึกว่าไม่ชอบแล้ว แต่ก็ยังฝืนเรียนต่อไปเพราะเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้ว ทั้งที่เวลาและพลังงานที่เราเสียไปกับการเรียนในสิ่งที่เราไม่ชอบนั้น อาจจะเอาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่าก็ได้ค่ะ ในเรื่องของการลงทุนก็เช่นกัน การที่เราทนถือหุ้นที่ขาดทุนหนักๆ เพราะไม่อยากยอมรับว่าเราตัดสินใจผิดพลาด และเสียดายเงินที่ลงไปแล้ว มันทำให้เรายิ่งจมอยู่กับสถานการณ์ที่แย่ลงไปอีก แทนที่จะตัดใจขายแล้วเอาเงินที่เหลือไปลงทุนในที่ๆ มีโอกาสสร้างกำไรได้มากกว่า นี่เป็นบทเรียนสำคัญเลยนะคะว่าในโลกการเงิน บางทีการปล่อยวางและยอมรับความผิดพลาดก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่เราจะได้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

เมื่อความสุขไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี

เศรษฐศาสตร์ความสุข: มองหาคุณค่าที่ไม่ใช่เงิน

เพื่อนๆ เคยรู้สึกไหมคะว่าบางทีเราก็ทำงานหนักมาก แลกเงินมาเยอะแยะ แต่ทำไมความสุขมันไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินเลย? นี่แหละค่ะคือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมและนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข (Happiness Economics) สนใจเป็นพิเศษ พวกเขาพบว่าหลังจากที่เรามีรายได้ในระดับหนึ่งที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตแล้ว การมีเงินเพิ่มขึ้นอีกอาจไม่ได้ทำให้ความสุขของเราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไปค่ะ แต่สิ่งที่ทำให้คนมีความสุขจริงๆ กลับกลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง การมีสุขภาพที่ดี การได้ทำในสิ่งที่รัก หรือแม้แต่การมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สามารถตีค่าเป็นเงินได้โดยตรงเลยค่ะ สำหรับฉันเองก็เริ่มเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เมื่อก่อนก็คิดว่าต้องมีเงินเยอะๆ ถึงจะมีความสุข แต่พอได้ลองจัดสรรเวลาให้กับการได้ไปเที่ยวกับครอบครัว ได้ไปทำบุญ หรือได้ใช้เวลากับเพื่อนสนิทบ้าง มันกลับเป็นความสุขที่เติมเต็มจิตใจได้มากกว่าการทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินอย่างเดียวเสียอีกนะ นี่คืออีกหนึ่งมุมมองที่ท้าทายความคิดเดิมๆ ของเราเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ค่ะ

ประสบการณ์สำคัญกว่าสิ่งของจริงเหรอ?

มีคำกล่าวที่ว่า “ซื้อประสบการณ์แทนที่จะซื้อสิ่งของ” เพื่อนๆ เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ไหมคะ? ส่วนตัวฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะฉันเชื่อว่าสิ่งของมีวันเสื่อมสภาพ วันหมดอายุ หรือบางทีก็ตกรุ่นไปตามกาลเวลา แต่ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการเดินทาง การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การได้ไปคอนเสิร์ตที่ประทับใจ หรือการได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารัก มันจะยังคงอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนานแสนนาน แถมยังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถขโมยไปจากเราได้ด้วยค่ะ ลองนึกถึงเวลาที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัวสิคะ แม้ว่าเราจะไม่ได้ซื้อของแพงๆ กลับมามากมาย แต่ช่วงเวลาที่ได้หัวเราะ ได้พูดคุย ได้กินอาหารอร่อยๆ ด้วยกัน นั่นแหละค่ะคือความทรงจำอันล้ำค่าที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นเงินได้เลย ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้แค่สร้างความสุขในขณะนั้น แต่มันยังช่วยสร้างความผูกพัน สร้างแรงบันดาลใจ และทำให้เราเติบโตเป็นคนที่ดีขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งในระยะยาวแล้ว การลงทุนในประสบการณ์เหล่านี้อาจจะให้ผลตอบแทนทางความสุขที่คุ้มค่ากว่าการลงทุนในสิ่งของเสียอีกนะคะ

Advertisement

เทรนด์แปลกๆ ในโลกการเงินยุคใหม่ที่เราต้องรู้!

괴짜 경제학의 흥미로운 사례를 통한 분석 - **Image Prompt: Crypto Craze and FOMO in a Bangkok Cafe**
    A dynamic, eye-level shot capturing a ...

กระแส ‘นอนราบ’ ในไทย: ใช้ชีวิตแบบพอดีๆ ไม่ต้องวิ่งแข่งกับใคร

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราคงได้ยินคำว่า “นอนราบ” (躺平) กันบ่อยขึ้นใช่ไหมคะ? แม้จะเริ่มต้นจากประเทศจีน แต่กระแสนี้ก็เริ่มแพร่หลายมาถึงคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยด้วยเหมือนกันค่ะ ซึ่งสำหรับฉันแล้ว “นอนราบ” ไม่ได้แปลว่าไม่ทำอะไรเลยนะ แต่มันคือการที่เราเลือกที่จะลดความทะเยอทะยานบางอย่างลง หันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ต้องวิ่งตามความสำเร็จในแบบที่สังคมกำหนด หรือไม่ต้องแข่งขันกับใครให้เหนื่อยจนเกินไปค่ะ หลายคนอาจจะมองว่านี่คือการยอมแพ้ แต่จริงๆ แล้วมันคือการที่เราได้มีเวลาหันกลับมาดูแลสุขภาพกายใจของตัวเองมากขึ้น ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนอื่นจนเกินกำลัง ฉันเองก็เคยมีช่วงที่รู้สึกว่าต้องวิ่งตามคนอื่นตลอดเวลา จนสุดท้ายก็หมดแรงไปเองค่ะ พอได้ลองปรับมุมมอง หันมาสนใจความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น มันกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ได้มากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมเข้ามาอธิบายได้ว่า “ความสุข” ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และบางทีการได้ใช้ชีวิตในแบบที่ “เราพอใจ” ก็มีค่ามากกว่าการมีเงินทองมากมายแต่ไม่มีความสุขเลยค่ะ

เหรียญคริปโตปั่นๆ ที่อยู่ดีๆ ก็ดัง!
โลกคริปโตเคอร์เรนซีมันมีอะไรให้เราประหลาดใจอยู่เสมอเลยนะคะ! อย่างเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีเหรียญคริปโตที่ชื่อแบบกวนๆ ว่า “Useless Coin” หรือ “เหรียญไม่มีประโยชน์” ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริงๆ แต่กลับมีคนแห่เข้าไปซื้อขายกันจนราคาวิ่งขึ้นไปเป็นหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น! ตอนเห็นข่าวครั้งแรกฉันถึงกับงงเลยค่ะว่าทำไมคนถึงไปลงทุนกับอะไรแบบนี้ได้นะ แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมอีกอย่างที่เรียกว่า “ความคลั่งไคล้ในความแปลกใหม่” (Novelty Bias) และ “อิทธิพลของฝูงชน” (Herd Mentality) นั่นแหละค่ะ เมื่อมีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้น คนเราก็มักจะสนใจเป็นพิเศษ ยิ่งถ้ามีคนพูดถึงเยอะๆ หรือมีข่าวออกมาเยอะๆ ก็ยิ่งดึงดูดให้คนอยากเข้าไปร่วมวงด้วย เพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาสดีๆ หรือกลัวว่าจะตกเทรนด์ ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงมากนะคะ เพราะมูลค่าของมันไม่ได้อิงกับพื้นฐานใดๆ เลย เป็นเพียงแค่ความต้องการของตลาดและความเชื่อของผู้คนล้วนๆ เลยค่ะ นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนที่บอกเราว่า ในโลกการเงินสมัยใหม่ เราต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ให้ดีก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไปนะคะ

วางแผนการเงินแบบฉบับ ‘คนธรรมดา’ ไม่ต้องเป๊ะแต่ได้ผล

Advertisement

ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริงในแต่ละวัน

เวลาพูดถึงการวางแผนการเงิน หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ตัวเลขเยอะแยะ ต้องเป๊ะทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งฉันเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่พอได้ลองปรับเปลี่ยนความคิด หันมาตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริงในแต่ละวัน มันกลับทำให้การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสนุกและทำได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่างเช่น วันนี้เราจะลองลดค่ากาแฟลง 1 แก้ว แล้วเอาเงิน 50 บาทนั้นไปหยอดกระปุก หรือวันนี้เราจะลองพกข้าวกล่องไปกินเองที่ทำงาน แทนที่จะซื้อกินข้างนอก ซึ่งแค่ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ทุกวัน มันก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเงินของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะคะ มันเหมือนกับการสร้างนิสัยดีๆ ทีละนิดๆ พอรวมกันหลายๆ วันเข้า มันก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้เองค่ะ การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้จริงยังช่วยให้เราไม่รู้สึกท้อแท้ด้วยค่ะ เพราะถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินไปตั้งแต่แรก พอทำไม่ได้ตามที่หวังก็อาจจะเลิกล้มไปกลางคันได้ง่ายๆ เลยค่ะ

ความสุขจากการ ‘รู้จักพอ’ และการใช้จ่ายอย่างฉลาด
หัวใจสำคัญของการมีชีวิตการเงินที่ดีในมุมมองของฉันคือการ “รู้จักพอ” ค่ะ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดพัฒนาตัวเอง หรือไม่แสวงหาอะไรเพิ่มเติมนะ แต่คือการที่เรามีความสุขกับสิ่งที่เรามีอยู่ และไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากจนเกินไป เพราะในโลกโซเชียลที่เราเห็นแต่ด้านที่สวยงามของคนอื่น บางทีมันก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกอยากได้อยากมีตามไปบ้าง ซึ่งนั่นแหละค่ะคือกับดักที่จะทำให้เราใช้จ่ายเกินตัวได้ง่ายๆ การใช้จ่ายอย่างฉลาดคือการที่เราใช้เงินไปกับสิ่งที่มีประโยชน์และสร้างคุณค่าให้กับชีวิตเราจริงๆ ไม่ใช่แค่ตามกระแส หรือซื้อเพราะอยากได้หน้าค่ะ อย่างเช่นการลงทุนในคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาตัวเอง การซื้อประกันสุขภาพเพื่อดูแลตัวเองในระยะยาว หรือการแบ่งเงินไปท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการใช้จ่ายที่สร้างผลตอบแทนทางความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งคุ้มค่ากว่าการซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นเยอะเลยค่ะ

ไขรหัสพฤติกรรมเราเอง เพื่อชีวิตการเงินที่ดีขึ้น

ทำความเข้าใจอารมณ์ตัวเองก่อนตัดสินใจเรื่องเงิน

เพื่อนๆ เคยสังเกตไหมคะว่าเวลาที่เราอารมณ์ดี หรืออารมณ์ไม่ดี การตัดสินใจเรื่องเงินของเราก็อาจจะแตกต่างกันไปได้? ส่วนตัวฉันเองเคยมีประสบการณ์ค่ะ วันไหนที่ทำงานเหนื่อยๆ หรือเจอเรื่องหงุดหงิดมา พอได้เห็นของสวยๆ งามๆ ลดราคาในแอปช้อปปิ้งออนไลน์ มือมันก็ลั่นไปกดสั่งซื้อง่ายๆ เลยค่ะ เหมือนกับการซื้อของเพื่อชดเชยความรู้สึกไม่ดีในตอนนั้น ซึ่งพอได้ของมาแล้ว บางทีก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นอย่างที่คิด แถมยังรู้สึกผิดที่ใช้เงินไปโดยไม่จำเป็นอีกต่างหาก นี่แหละค่ะคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของเรามีผลต่อการตัดสินใจเรื่องเงินมากแค่ไหน ดังนั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้ออะไร หรือลงทุนอะไรใหญ่ๆ การทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเองก่อนเป็นสิ่งสำคัญมากเลยนะคะ ลองถามตัวเองดูว่า “ตอนนี้เรากำลังตัดสินใจด้วยเหตุผล หรือด้วยอารมณ์กันแน่?” ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังถูกอารมณ์นำพาไป การพักเบรกสักครู่แล้วค่อยกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้นค่ะ

สร้างวินัยง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวัน
การมีวินัยทางการเงินไม่ได้แปลว่าเราจะต้องอดทน อดกลั้น ไม่ใช้เงินเลยนะคะ แต่มันคือการสร้างนิสัยที่ดีในการจัดการเงินของเราให้เป็นระบบระเบียบ ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเลยค่ะ อย่างเช่น การจดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน เพื่อให้เราเห็นภาพรวมว่าเงินของเราไปไหนบ้าง หรือการตั้งกฎกับตัวเองว่าในแต่ละสัปดาห์จะใช้เงินสำหรับความบันเทิงได้ไม่เกินเท่าไหร่ การสร้างวินัยแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้จะช่วยให้เราไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป และสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องค่ะ ฉันเองก็เริ่มจากการจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ตอนแรกก็รู้สึกขี้เกียจเหมือนกันค่ะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นว่าเราใช้เงินไปกับสิ่งไม่จำเป็นอะไรบ้าง แล้วมันก็ช่วยให้ฉันสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินให้ดีขึ้นได้จริงๆ ค่ะ การมีวินัยทางการเงินที่ดีไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเครียดขึ้น แต่กลับทำให้เรามีอิสระทางการเงินมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าเรากำลังควบคุมเงินของเราอยู่ ไม่ใช่ให้เงินมาควบคุมชีวิตเราค่ะ

อคติทางความคิด คำอธิบายแบบบ้านๆ ตัวอย่างในชีวิตจริง (แบบไทยๆ)
Anchoring Effect ยึดติดกับข้อมูลแรกที่ได้ยิน ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ เห็นราคาลด 70% จาก 1,000 บาทเหลือ 300 บาท ก็รู้สึกว่าคุ้มมาก ทั้งที่ราคาปกติอาจจะแค่ 500 บาท
Loss Aversion กลัวการสูญเสียมากกว่าอยากได้กำไร ถือหุ้นที่ขาดทุนยับ ไม่ยอมขาย เพราะกลัวว่าจะขาดทุนจริง ทั้งที่ขายแล้วเอาเงินไปลงทุนใหม่ได้กำไรมากกว่า
Herd Behavior ทำตามคนหมู่มาก โดยไม่ได้คิดวิเคราะห์เอง แห่ซื้อเหรียญคริปโตมีมดังๆ ตามเพื่อนๆ เพราะกลัวตกกระแส ทั้งที่ไม่เข้าใจในตัวโปรเจกต์เลย

ปิดท้ายกันสักนิด

ถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงจะเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ ของเรานั้นไม่ได้มีแค่ตัวเลขเท่านั้น แต่ยังผูกโยงกับอารมณ์ความรู้สึก พฤติกรรม และความเชื่อของเราอย่างแยกไม่ออกเลยค่ะ การเข้าใจกลไกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เราตัดสินใจเรื่องการเงินได้ดียิ่งขึ้น ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอค่ะ และหวังว่าเรื่องราวที่ฉันได้แบ่งปันไปในวันนี้ จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ หันมาสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายและการลงทุนของตัวเองกันมากขึ้นนะคะ เพราะสุดท้ายแล้วความสุขที่แท้จริงอาจไม่ใช่การมีเงินเยอะที่สุด แต่เป็นการที่เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคงในแบบของเราเองค่ะ

Advertisement

ข้อมูลดีๆ ที่คุณอาจยังไม่รู้

1. ลองจดบันทึกรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ ในสมุดหรือแอปพลิเคชัน เพื่อให้เห็นภาพรวมการเงินของตัวเอง นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดเลยค่ะ

2. ก่อนตัดสินใจซื้อของลดราคา ลองถามตัวเองก่อนว่า “ถ้าไม่มีส่วนลดนี้ เรายังอยากได้มันอยู่ไหม?” เพื่อเช็กว่าซื้อเพราะต้องการจริงๆ หรือเพราะแค่เห็นว่าถูก

3. สำหรับการลงทุน การกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท จะช่วยลดโอกาสขาดทุนได้ดีกว่าการทุ่มเงินไปกับอย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ

4. หากรู้สึกเครียดกับการเงิน ลองพักสมองแล้วหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงิน เช่น การออกกำลังกาย หรือการใช้เวลากับคนที่คุณรัก

5. อย่าเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับใครในโซเชียลมีเดีย เพราะภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่ทั้งหมด การพอใจในสิ่งที่มีจะทำให้เรามีความสุขกว่าเยอะเลยค่ะ

ข้อคิดสรุป

บทความนี้ได้พาเราไปสำรวจเบื้องหลังพฤติกรรมการใช้จ่ายและการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด ไม่ว่าจะเป็นแรงกระตุ้นจากโปรโมชั่น ความกลัวที่จะพลาดโอกาส หรือแม้แต่อคติทางความคิดที่ส่งผลต่อการลงทุนของเรา การทำความเข้าใจกลไกทางเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราก้าวข้ามกับดักทางการเงิน และสามารถวางแผนชีวิตได้อย่างชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น การสร้างวินัยทางการเงินเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน การรู้จักแยกแยะระหว่างความต้องการกับความอยากได้ และการให้คุณค่ากับความสุขที่ไม่ได้ตีค่าเป็นเงิน จะนำไปสู่ชีวิตทางการเงินที่มั่นคงและมีความสุขอย่างยั่งยืนในแบบฉบับของเราเองค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ทำไมบางทีเราถึงตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ แบบที่คนอื่นมองแล้วก็ยังงง หรือแม้แต่ตัวเราเองก็อดสงสัยไม่ได้?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจเพื่อนๆ หลายคนแน่นอนค่ะ เพราะฉันเองก็เคยเจอมากับตัวเลยนะ! อย่างเวลาเดินห้าง เห็นป้ายลด 70% นี่ตาโตทันที ทั้งที่ของชิ้นนั้นเราก็ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น แต่สมองมันสั่งการไปแล้วว่า “ต้องซื้อเดี๋ยวนี้!
คุ้มมาก!” นี่แหละค่ะคือตัวอย่างคลาสสิกของ ‘อคติทางความคิด’ (Cognitive Bias) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องเงินของเราแบบไม่รู้ตัวเลยค่ะ หนึ่งในนั้นคือ “อคติจากการยึดติดกับสิ่งที่ลงทุนไปแล้ว” (Sunk Cost Fallacy) ที่ทำให้เรายังทนถือหุ้นที่ขาดทุนยับเอาไว้ เพราะเสียดายเงินที่ลงไปแล้ว ทั้งที่ถ้าปล่อยไปแล้วเอาเงินที่เหลือไปลงทุนอย่างอื่นอาจจะดีกว่าตั้งเยอะ ฉันจำได้ว่าช่วงตลาดหุ้นผันผวนหนักๆ เคยมีเพื่อนคนหนึ่งลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งไปเยอะมาก พอราคาดิ่งลงเหว เขาก็ไม่ยอมขายทิ้งสักที เพราะบอกว่า “เสียดายเงินที่ลงไปแล้ว ถือต่อไปอีกนิดเผื่อมันจะกลับมา” สุดท้ายก็ติดดอยไปยาวๆ เลยค่ะ เสียดายแทนจริงๆ!
หรืออีกอย่างคือ “อคติจากการยึดติดกับจุดอ้างอิง” (Anchoring Bias) ที่ทำให้เราไปยึดติดกับตัวเลขหรือข้อมูลแรกที่เราเห็น อย่างเช่นเวลามีคนบอกว่าทองจะขึ้นไปถึงบาทละสามหมื่น พอเห็นมันลงมาหน่อยก็รีบซื้อ ทั้งที่ไม่ได้วิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆ เลย นี่เป็นเพราะสมองเราชอบทางลัดค่ะ ชอบที่จะตัดสินใจจากข้อมูลที่ใช้ง่ายที่สุดก่อน ทำให้บางทีเราก็พลาดท่าไปง่ายๆ เลยนะ

ถาม: แล้ว ‘เศรษฐศาสตร์แนวประหลาด’ นี่มันเอาไปปรับใช้กับชีวิตจริงของเราได้ยังไงบ้างคะ?

ตอบ: นี่แหละค่ะคือสิ่งที่เราต้องรู้เพื่อจะเอามาใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันของเรา! จากประสบการณ์ของฉันเอง การเข้าใจเศรษฐศาสตร์แนวประหลาดช่วยให้ฉันมองโลกและบริหารเงินได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ ‘การรู้เท่าทันตัวเอง’ ค่ะ พอเรารู้ว่าตัวเองมีอคติอะไรบ้าง อย่างฉันที่ชอบซื้อของลดราคาแบบไม่จำเป็น ฉันก็จะตั้งกฎเหล็กกับตัวเองเลยว่า ก่อนซื้อของทุกครั้งต้องหยุดคิด 5 นาที ว่า “จำเป็นจริงๆ ไหม” หรือ “มีของแบบเดียวกันอยู่แล้วหรือเปล่า” แค่นี้ก็ช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะเลยค่ะ!
นอกจากนี้ยังเอามาใช้กับการวางแผนการเงินระยะยาวได้ด้วยนะคะ เช่น การตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนและแบ่งเป็นขั้นตอนเล็กๆ เพื่อให้เราไม่รู้สึกท้อแท้ไปก่อน (Goal Setting and Nudging) เหมือนตอนที่ฉันเริ่มเก็บเงินซื้อบ้าน ฉันแบ่งเงินเป็นก้อนเล็กๆ แล้วตั้งรางวัลให้ตัวเองทุกครั้งที่ทำได้ตามเป้าหมายเล็กๆ ทำให้มีกำลังใจเก็บต่อไปเรื่อยๆ เลยค่ะ หรือแม้แต่เรื่องการลงทุน ฉันก็จะพยายามศึกษาข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง ไม่ใช่แค่เชื่อตามข่าวแรกที่เห็น เพื่อหลีกเลี่ยง Anchoring Bias อย่างที่บอกไป การที่เราเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเสมอไป จะช่วยให้เราฉลาดขึ้นในการเลือกใช้เงิน และยังช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของคนรอบข้างได้ดีขึ้นด้วยนะ

ถาม: เห็นพูดถึงกระแส ‘นอนราบ’ หรือ ‘Useless Coin’ ในบล็อก แล้วมันเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์แนวประหลาดตรงไหนเหรอคะ?

ตอบ: อู้ววว คำถามนี้เจ๋งมากเลยค่ะ! จริงๆ แล้วกระแสพวกนี้แหละค่ะคือภาพสะท้อนของเศรษฐศาสตร์แนวประหลาดในยุคสมัยใหม่ที่ชัดเจนสุดๆ เลยนะ เริ่มจากกระแส ‘นอนราบ’ (Lying Flat) ที่เราเห็นในหมู่คนรุ่นใหม่ในบางประเทศเนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องของความขี้เกียจอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดนะคะ แต่มันคือการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อนภายใต้แรงกดดันมหาศาลค่ะ เมื่อคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าต่อให้พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ตามมาตรฐานที่สังคมกำหนด (เช่น ซื้อบ้านได้ แต่งงานมีลูก) พวกเขาก็เลือกที่จะ “ไม่วิ่งแข่ง” นั่นคือการตัดสินใจลดความต้องการบริโภค ลดการทำงานหนัก และเลือกที่จะอยู่อย่างเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือตัวอย่างของการปรับพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อ “ความรู้สึกไม่ยุติธรรม” หรือ “ความเหนื่อยหน่าย” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลเลยค่ะ ส่วนเจ้าเหรียญ ‘Useless Coin’ เนี่ย มันยิ่งเป็นอะไรที่ฮาและน่าทึ่งในเวลาเดียวกันเลยนะคะ!
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไร้ประโยชน์ แต่กลับมีคนให้ความสนใจและซื้อขายกันเยอะแยะ นั่นสะท้อนถึง ‘อคติจากการคล้อยตามคนส่วนใหญ่’ (Herd Behavior) และ ‘ความกลัวที่จะพลาดโอกาส’ (Fear of Missing Out – FOMO) ค่ะ พอเห็นคนอื่นแห่ซื้อ เราก็กลัวจะตกรถ ทั้งที่จริงแล้วอาจจะไม่มีพื้นฐานอะไรเลย นี่เป็นพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลล้วนๆ ซึ่งเป็นแก่นของเศรษฐศาสตร์แนวประหลาดเลยล่ะค่ะ มันแสดงให้เห็นว่าอารมณ์และความเชื่อสามารถสร้างมูลค่า (หรือทำลายมูลค่า) ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยนะเพื่อนๆ!

📚 อ้างอิง

Advertisement