เศรษฐศาสตร์นอกกรอบในไทย: 5 เทรนด์ที่คุณควรรู้ก่อนพลาดโอกาสสำคัญ

webmaster

괴짜 경제학의 트렌드 변화에 대한 고찰 - **Prompt:** A diverse group of young adults in a vibrant, modern cafe. Each person is engaged with t...

ถอดรหัสพฤติกรรมยุคดิจิทัล: เศรษฐศาสตร์แหวกแนวที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน

괴짜 경제학의 트렌드 변화에 대한 고찰 - **Prompt:** A diverse group of young adults in a vibrant, modern cafe. Each person is engaged with t...

ทำไมการตัดสินใจเล็กๆ ของเราถึงสำคัญกว่าที่คิด

ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบมองโลกในมุมต่างออกไปเสมอ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่หลายคนคิดว่าซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันซ่อนอยู่ในเรื่องใกล้ตัวที่เราคาดไม่ถึงเลยนะคะ คุณเคยไหมที่จู่ๆ ก็สงสัยว่าทำไมยอดขายน้ำอัดลมถึงพุ่งพรวดในช่วงเทศกาล ทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนเป็นพิเศษ หรือทำไมบางพฤติกรรมที่เราคิดว่าไม่สมเหตุสมผลถึงแพร่หลายอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์ สิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือเสน่ห์ของ ‘เศรษฐศาสตร์แหวกแนว’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Freakonomics’ ที่พยายามอธิบายเรื่องราวเบื้องหลังการตัดสินใจและพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยมุมมองทางเศรษฐศาสตร์แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันได้ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองและคนรอบข้างมาพักใหญ่ๆ ก็พบว่าหลายครั้งการที่เราตัดสินใจเลือกอะไรบางอย่าง ไม่ได้มาจากเหตุผลตรงไปตรงมาเสมอไป บางทีมันก็เป็นเรื่องของแรงกระตุ้นเล็กๆ น้อยๆ หรืออิทธิพลจากคนรอบข้างที่เราไม่ได้ตั้งใจสังเกตด้วยซ้ำไป อย่างเช่นเวลาที่เราเห็นเพื่อนๆ พากันซื้อของบางอย่างที่กำลังเป็นกระแส ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือแม้กระทั่งกาแฟยี่ห้อใหม่ๆ เราก็มักจะอยากมีตามไปด้วยใช่ไหมคะ ทั้งที่บางทีเราอาจจะไม่ได้ต้องการมันจริงๆ ก็ได้ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้ฉันยิ่งหลงใหลในความซับซ้อนและน่าค้นหาของพฤติกรรมมนุษย์ที่เศรษฐศาสตร์แหวกแนวพยายามจะอธิบายออกมา และยิ่งในยุคนี้ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน การทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ก็ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นไปอีกค่ะ

การมองข้ามสิ่งเล็กน้อยอาจพลาดโอกาสใหญ่

แต่ในโลกที่หมุนเร็วสุดๆ ยิ่งเฉพาะยุคที่ AI และโซเชียลมีเดียมีบทบาทมหาศาลแบบนี้ แนวคิด ‘Freakonomics’ เองก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ มันกำลังปรับตัวและพัฒนาไปตามกระแสสังคม วัฒนธรรม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาพลิกโฉมพฤติกรรมผู้คนแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นว่าข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูไม่มีความหมาย กลับสามารถบอกเล่าเรื่องราวใหญ่ๆ ที่น่าสนใจได้มากมาย และยิ่งช่วงหลังๆ มานี้ การเปลี่ยนแปลงยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนอดคิดไม่ได้ว่า ‘เศรษฐศาสตร์แหวกแนว’ ในวันนี้มันไม่ได้เหมือนกับเมื่อสิบปีที่แล้วเลยนะ การที่เรามองข้ามข้อมูลบางอย่างที่ดูไม่สำคัญไปอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการทำความเข้าใจตลาด หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้เลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่สนใจว่าทำไมจู่ๆ คนถึงหันไปสนใจสินค้ามือสองมากขึ้น หรือทำไมแบรนด์ที่เคยอยู่มานานถึงยอดขายตก ทั้งที่ดูเหมือนทุกอย่างเป็นปกติ บางทีเบื้องหลังอาจจะมีปัจจัยทางสังคมหรือเศรษฐกิจบางอย่างที่กำลังส่งผลกระทบอยู่ก็เป็นได้ค่ะ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงคิดว่าเราต้องเปิดใจและมองหา ‘ความผิดปกติ’ ในข้อมูลต่างๆ เพราะบางครั้งมันคือประตูสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าเดิมค่ะ

พลังของ AI และข้อมูลขนาดใหญ่: แว่นขยายสู่โลกพฤติกรรม

Advertisement

พลิกโฉมการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์

ในอดีต การศึกษาเศรษฐศาสตร์แหวกแนวอาจต้องอาศัยการสังเกต การสัมภาษณ์ หรือการเก็บข้อมูลด้วยวิธีดั้งเดิมที่ใช้เวลานานและอาจมีข้อจำกัด แต่ในยุคนี้ที่ AI ก้าวหน้าไปไกลมาก เรามีเครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยให้การวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์เป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้นเยอะเลยค่ะ ฉันได้ลองศึกษาเครื่องมือ AI หลายๆ ตัวที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดีย แล้วก็พบว่ามันสามารถแยกแยะแพทเทิร์นพฤติกรรมของผู้คนได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์เทรนด์สินค้า การทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการบางอย่าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มาจากการเดาสุ่มนะคะ แต่มาจากการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ที่เกิดขึ้นทุกวินาทีบนโลกออนไลน์ ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมของพฤติกรรมมนุษย์ในมิติที่ไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน มันเหมือนกับการที่เราได้แว่นขยายอันใหม่ที่ทำให้เรามองเห็นรายละเอียดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดได้ชัดเจนขึ้นยังไงล่ะคะ การมี AI มาช่วยตรงนี้ทำให้งานของนักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวที่เคยต้องงมเข็มในมหาสมุทร กลายเป็นการใช้เครื่องตรวจจับโลหะที่แม่นยำแทนเลยล่ะค่ะ

เมื่อ Big Data ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเรื่องราวชีวิต

หลายคนอาจจะมองว่า Big Data เป็นแค่ตัวเลขสถิติที่ซับซ้อน แต่สำหรับฉันแล้ว ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้มันคือคลังเรื่องราวชีวิตของผู้คนนับไม่ถ้วนที่รอให้เราเข้าไปค้นพบค่ะ ทุกครั้งที่เรากดไลก์ แชร์ หรือแม้แต่แค่เลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดีย เรากำลังสร้างข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่เมื่อรวมกันเข้า มันสามารถบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจและคาดไม่ถึงได้มากมายเลยนะคะ อย่างเช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการค้นหาบน Google หรือการกดสั่งอาหารผ่านแอปเดลิเวอรีในแต่ละช่วงเวลา สามารถเผยให้เห็นถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล หรือแม้กระทั่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆ ได้เลยค่ะ ฉันเคยเห็นงานวิจัยที่ใช้ข้อมูลการซื้อของออนไลน์เพื่อคาดการณ์การระบาดของโรคบางชนิดได้ก่อนที่หน่วยงานสาธารณสุขจะประกาศเสียอีก ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากๆ ที่ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ จากพฤติกรรมที่เราทำเป็นประจำ สามารถนำมาเชื่อมโยงและสร้างความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นศักยภาพของ Big Data ในการถอดรหัสพฤติกรรมมนุษย์ และเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในยุคปัจจุบันเลยค่ะ

โซเชียลมีเดีย: ห้องทดลองทางสังคมขนาดใหญ่

จากแพลตฟอร์มสู่ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยเกือบทุกคนไปแล้ว จากการเป็นแค่แพลตฟอร์มสำหรับสื่อสาร มันได้พัฒนาไปเป็นห้องทดลองทางสังคมขนาดใหญ่ที่นักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวสามารถเข้าไปสังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้คนได้อย่างใกล้ชิดค่ะ ฉันเองก็ใช้เวลาบนแพลตฟอร์มต่างๆ ค่อนข้างเยอะ และได้เห็นด้วยตาตัวเองเลยว่ากระแสอะไรบางอย่างสามารถแพร่กระจายไปได้รวดเร็วแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์การแต่งตัว อาหาร หรือแม้กระทั่งความคิดเห็นทางการเมือง การที่ผู้คนจำนวนมากสามารถแสดงออกและปฏิสัมพันธ์กันได้แบบเรียลไทม์ ทำให้เราเห็นการก่อตัวของพฤติกรรมหมู่ (herd behavior) หรือการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลภายใต้อิทธิพลของสังคมออนไลน์ได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าทำไมบางคลิปวิดีโอถึงกลายเป็นไวรัลได้ในชั่วข้ามคืน ทั้งๆ ที่เนื้อหาอาจจะไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย นั่นเป็นเพราะมีปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาบางอย่างที่ขับเคลื่อนให้คนจำนวนมากทำพฤติกรรมเดียวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นขุมทรัพย์สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการทำความเข้าใจการตัดสินใจของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมจริงเลยล่ะค่ะ

อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์กับการตัดสินใจผู้บริโภค

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ชัดเจนในยุคโซเชียลมีเดียคืออิทธิพลของ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ที่มีต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคค่ะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่หลายครั้งก็คล้อยตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ที่ชอบนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้าความงาม ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งสถานที่ท่องเที่ยว นักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวจะมองเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่การโฆษณา แต่เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (Sense of Belonging) ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการของผู้คนค่ะ ลองนึกถึงเวลาที่อินฟลูเอนเซอร์คนโปรดรีวิวสินค้าชิ้นหนึ่ง แล้วบอกว่า “ฉันลองใช้แล้วดีมากจริงๆ” หรือ “ต้องมีติดบ้านไว้เลยนะทุกคน” คำพูดเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาแบบตรงๆ หลายเท่าตัว เพราะมันมาพร้อมกับ ‘ประสบการณ์จริง’ และ ‘คำแนะนำจากคนที่เราไว้ใจ’ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมการซื้อในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการตลาดในยุคดิจิทัลไม่ได้อาศัยแค่ข้อมูลสินค้า แต่ยังอาศัยความเข้าใจในจิตวิทยาและแรงจูงใจของผู้บริโภคอีกด้วย

การตัดสินใจซื้อที่ซับซ้อนกว่าแค่ราคา: จากกระแสสู่คุณค่า

Advertisement

เหตุผลเบื้องหลังการยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อ ‘ประสบการณ์’

เมื่อก่อนเวลาเราจะซื้อของสักชิ้น ปัจจัยหลักๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราคา คุณภาพ และประโยชน์ใช้สอยใช่ไหมคะ แต่ในยุคนี้ ฉันรู้สึกว่าคนเราไม่ได้มองแค่เรื่องพวกนั้นอีกต่อไปแล้วค่ะ หลายครั้งเรายอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับ ‘ประสบการณ์’ หรือ ‘คุณค่าทางสังคม’ ที่สินค้าชิ้นนั้นมอบให้ ลองดูตัวอย่างง่ายๆ อย่างร้านกาแฟชื่อดังที่ต่อคิวยาวเหยียด หรือสินค้าแบรนด์เนมที่ราคาสูงลิ่วแต่ก็ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า บางคนอาจจะมองว่ามันไม่สมเหตุสมผล แต่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวแล้ว มันคือการที่ผู้บริโภคกำลังซื้อมากกว่าแค่กาแฟหนึ่งแก้ว หรือกระเป๋าหนึ่งใบค่ะ พวกเขากำลังซื้อ ‘สถานะ’ ‘ความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม’ ‘โอกาสในการถ่ายรูปสวยๆ ลงโซเชียล’ หรือแม้กระทั่ง ‘ความรู้สึกดีๆ ที่ได้ปรนเปรอตัวเอง’ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีมูลค่าทางจิตใจและสังคมที่สูงกว่ามูลค่าทางวัตถุมากๆ เลยนะคะ ฉันเองก็เคยยอมจ่ายแพงกว่าปกติเพื่อซื้อบัตรคอนเสิร์ตวงโปรด หรือเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปที่อยากเรียนรู้ เพราะสำหรับฉันแล้ว ‘ประสบการณ์’ เหล่านั้นมันประเมินค่าไม่ได้จริงๆ ค่ะ

เมื่อการตัดสินใจซื้อกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงตัวตน

ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน การเลือกซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการ ‘แสดงตัวตน’ (Self-expression) ของผู้คนไปแล้วค่ะ สิ่งที่เราเลือกใช้ สวมใส่ หรือแม้แต่สิ่งที่เรากิน ล้วนสะท้อนถึงรสนิยม ความเชื่อ และไลฟ์สไตล์ของเรา ลองสังเกตดูสิคะว่าทำไมแบรนด์ที่เน้นเรื่องความยั่งยืน หรือแบรนด์ที่สนับสนุนประเด็นทางสังคมต่างๆ ถึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ได้แค่ต้องการสินค้าที่ดี แต่ยังต้องการแบรนด์ที่มี ‘คุณค่า’ ที่สอดคล้องกับคุณค่าส่วนตัวของพวกเขาด้วยค่ะ ฉันเองก็เลือกที่จะสนับสนุนแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม หรือธุรกิจเล็กๆ ที่ผลิตสินค้าด้วยใจ เพราะฉันรู้สึกว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้นได้ การที่ผู้บริโภคสามารถ ‘โหวตด้วยกระเป๋าสตางค์’ (Vote with their wallet) เพื่อแสดงจุดยืนของตัวเองได้ ทำให้ตลาดสินค้าและบริการมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในการทำความเข้าใจการเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการซื้อและอัตลักษณ์ของมนุษย์ค่ะ

ถอดรหัสเทรนด์วัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคในยุคออนไลน์

กระแสไวรัลและการสร้างแบรนด์บน TikTok

คุณเคยสงสัยไหมคะว่าทำไมสินค้าบางอย่างถึงกลายเป็นกระแสยอดฮิตได้ในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ที่มีอิทธิพลมหาศาลในปัจจุบัน ฉันได้ลองสังเกตมาพักใหญ่ๆ แล้วพบว่าหลายครั้งมันเกิดจากการที่คนธรรมดาๆ นี่แหละค่ะ ที่ใช้สินค้าแล้วรีวิวด้วยความจริงใจ หรือสร้างสรรค์คอนเทนต์สนุกๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้นๆ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ไวรัลขึ้นมา ซึ่งแตกต่างจากโฆษณาแบบเดิมๆ ที่มักจะดูสวยงามแต่ไม่เข้าถึงง่าย การที่แบรนด์ต่างๆ สามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับกระแสเหล่านี้ได้ จะทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด และสร้างการจดจำได้อย่างรวดเร็วค่ะ อย่างเช่นแบรนด์เครื่องสำอางไทยหลายแบรนด์ที่ใช้ TikTok เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้และยอดขาย จนสามารถตีตลาดต่างประเทศได้สำเร็จ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญมาก และเศรษฐศาสตร์แหวกแนวช่วยให้เรามองเห็นเหตุผลเบื้องหลังของกระแสเหล่านี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ

พฤติกรรม ‘FOMO’ (Fear of Missing Out) กับการตลาดดิจิทัล

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา หลายคนน่าจะเคยสัมผัสกับความรู้สึก ‘FOMO’ หรือ Fear of Missing Out กันบ้างใช่ไหมคะ คือความรู้สึกกลัวที่จะพลาดสิ่งดีๆ ที่คนอื่นกำลังทำอยู่ หรือกลัวที่จะตกเทรนด์ ซึ่งความรู้สึกนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังในยุคดิจิทัลไปแล้วค่ะ ฉันเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของ FOMO หลายครั้งเวลาเห็นโปรโมชั่นจำกัดเวลา หรือสินค้า Limited Edition ที่มีจำนวนจำกัด นักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวจะมองว่านี่ไม่ใช่แค่การตลาดฉาบฉวย แต่เป็นการใช้จิตวิทยาเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถสร้างความรู้สึกเร่งด่วนและขาดแคลนได้ง่ายขึ้น ลองคิดดูสิคะว่าทำไมการนับถอยหลังโปรโมชั่น หรือการแจ้งเตือนว่า “สินค้านี้เหลืออีกไม่กี่ชิ้นแล้วนะ” ถึงได้ผลดีนัก นั่นก็เพราะมันกระตุ้นสัญชาตญาณความกลัวการสูญเสียของเรานั่นเองค่ะ ซึ่งทำให้เราตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นโดยที่บางทีอาจจะไม่ได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอารมณ์และความรู้สึกมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลค่ะ

ความท้าทายใหม่ๆ ของเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Advertisement

괴짜 경제학의 트렌드 변화에 대한 고찰 - **Prompt:** A futuristic, abstract visualization of Big Data interacting with human behavior. In the...

เมื่อข้อมูลส่วนตัวกลายเป็นสินทรัพย์มีค่า

ในขณะที่เราพูดถึงการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ อีกด้านหนึ่งก็มีประเด็นเรื่อง ‘ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล’ ที่กลายเป็นความท้าทายสำคัญค่ะ คุณเคยรู้สึกกังวลไหมคะเวลาที่แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่เราเข้าชมอยู่ ดูเหมือนจะรู้ใจเราไปซะทุกอย่าง เสนอสินค้าหรือโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของเราเป๊ะๆ นั่นเป็นเพราะข้อมูลส่วนตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็นประวัติการค้นหา พฤติกรรมการซื้อ หรือแม้กระทั่งสถานที่ที่เราไป ได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามหาศาลสำหรับธุรกิจต่างๆ ค่ะ นักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในยุคนี้จึงต้องพิจารณาถึงจริยธรรมในการใช้ข้อมูลเหล่านี้ด้วย เพราะการเข้าถึงข้อมูลที่มากเกินไป อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือการชี้นำพฤติกรรมผู้บริโภคในทางที่ไม่เหมาะสมได้ ฉันเชื่อว่าในอนาคต การสร้างสมดุลระหว่างการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้คน จะเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักเทคโนโลยีต้องร่วมกันหาคำตอบให้ได้เลยค่ะ

จริยธรรมของ AI กับการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งความท้าทายที่น่าสนใจและสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของ ‘จริยธรรมของ AI’ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางเศรษฐกิจค่ะ ลองนึกดูสิคะว่าถ้า AI ถูกใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ หรือการคัดเลือกพนักงาน ถ้า AI เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นด้วยข้อมูลที่มีอคติ หรือมีการตั้งค่าที่ไม่เป็นกลาง มันก็อาจจะส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียม หรือการเลือกปฏิบัติได้โดยไม่รู้ตัวเลยนะคะ ฉันได้ยินข่าวเกี่ยวกับกรณีที่ AI ตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ดูไม่สมเหตุสมผลหรือไม่เป็นธรรมบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบและพัฒนา AI จำเป็นต้องคำนึงถึงมิติทางจริยธรรมอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว นักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในยุคนี้จึงต้องทำความเข้าใจว่าการตัดสินใจของ AI ซึ่งได้รับอิทธิพลจากข้อมูลและการตั้งค่า จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของมนุษย์อย่างไรบ้าง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากๆ ที่เราทุกคนควรให้ความสนใจค่ะ

มองอนาคต: เศรษฐศาสตร์แหวกแนวจะพาเราไปไหนต่อ?

ทำนายเทรนด์ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมที่เหนือกว่า

อนาคตของเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในยุคที่ AI และ Big Data เข้ามามีบทบาทสำคัญดูจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ๆ เลยค่ะ ฉันเชื่อว่าเราจะได้เห็นการทำนายเทรนด์ต่างๆ ที่แม่นยำและลึกซึ้งกว่าเดิมมากๆ ไม่ใช่แค่เทรนด์แฟชั่นหรืออาหารนะคะ แต่รวมไปถึงเทรนด์ทางสังคม การเมือง หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมสุขภาพของผู้คนด้วย ลองจินตนาการดูสิคะว่าถ้าเราสามารถใช้ข้อมูลมหาศาลจากการใช้โซเชียลมีเดีย หรือการเคลื่อนไหวของคนในเมือง เพื่อทำนายการแพร่ระบาดของโรคได้ล่วงหน้า หรือสามารถคาดการณ์ความต้องการสินค้าบางชนิดได้ก่อนที่กระแสจะมาถึงจริงๆ มันจะช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้นแค่ไหน การทำความเข้าใจพฤติกรรมที่ซับซ้อนของมนุษย์ผ่านเลนส์ของเศรษฐศาสตร์แหวกแนวผสมผสานกับเทคโนโลยี จะช่วยให้เรามองเห็นอนาคตได้ชัดเจนขึ้น และตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นค่ะ

เศรษฐศาสตร์แหวกแนวกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ฉันหวังว่าเศรษฐศาสตร์แหวกแนวจะสามารถทำได้ในอนาคต คือการนำความเข้าใจที่เรามีต่อพฤติกรรมมนุษย์ ไปช่วยสร้างสังคมที่ดีขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำธุรกิจหรือการตลาดเท่านั้นนะคะ แต่รวมไปถึงการออกแบบนโยบายสาธารณะ การแก้ปัญหาสังคม หรือแม้กระทั่งการสร้างแรงจูงใจให้คนทำสิ่งดีๆ ด้วย ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเรารู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนทิ้งขยะไม่เป็นที่ หรืออะไรคือสิ่งที่จูงใจให้คนประหยัดพลังงาน เราก็สามารถออกแบบมาตรการหรือแคมเปญต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ใช่ไหมคะ การที่เราเข้าใจว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการตัดสินใจและพฤติกรรมของผู้คน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมได้เลยค่ะ และฉันเองก็ตั้งตารอที่จะได้เห็นว่าเศรษฐศาสตร์แหวกแนวจะพาเราไปพบกับคำตอบและวิธีแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ในอนาคตได้อย่างไรบ้างค่ะ

เทียบมุมมอง: เศรษฐศาสตร์แหวกแนวแบบดั้งเดิม vs. ยุคดิจิทัล

ความแตกต่างที่ทำให้การวิเคราะห์ลึกซึ้งขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเศรษฐศาสตร์แหวกแนวมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในยุคดิจิทัล ฉันได้ลองสรุปความแตกต่างที่สำคัญออกมาเป็นตารางให้ทุกคนได้เห็นกันค่ะ มันเหมือนกับการที่เรามองเห็นโลกผ่านเลนส์ที่เปลี่ยนไป จากที่เคยต้องอาศัยการสังเกตจากวงแคบๆ ตอนนี้เราสามารถมองเห็นภาพรวมที่กว้างใหญ่และละเอียดอ่อนกว่าเดิมมากๆ เลยค่ะ การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เราปรับมุมมองและวิธีการวิเคราะห์พฤติกรรมต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ ทั้งยังช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย

ลักษณะ เศรษฐศาสตร์แหวกแนวแบบดั้งเดิม เศรษฐศาสตร์แหวกแนวในยุคดิจิทัล
แหล่งข้อมูล เน้นข้อมูลจากสถิติภาครัฐ, การสำรวจขนาดเล็ก, การทดลองในห้องปฏิบัติการ, ข่าวสารทั่วไป เน้น Big Data จากโซเชียลมีเดีย, การค้นหาออนไลน์, ข้อมูล GPS, IoT, การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้แอปพลิเคชันต่างๆ
เครื่องมือวิเคราะห์ สถิติพื้นฐาน, การวิเคราะห์ถดถอย, แบบจำลองทางเศรษฐมิติที่ซับซ้อนน้อยกว่า AI (ปัญญาประดิษฐ์), Machine Learning, Deep Learning, การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP), Computer Vision
ขอบเขตการวิเคราะห์ เน้นปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจในวงจำกัด, พฤติกรรมกลุ่มใหญ่ในสภาพแวดล้อมทั่วไป ขยายไปถึงปัจจัยทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน, การตัดสินใจรายบุคคลแบบละเอียด, อิทธิพลของเครือข่ายสังคมออนไลน์, การแพร่กระจายของกระแสไวรัล
ความแม่นยำและการคาดการณ์ มีความแม่นยำในระดับหนึ่ง แต่มีข้อจำกัดด้านความรวดเร็วและรายละเอียดปลีกย่อย มีศักยภาพในการคาดการณ์ที่รวดเร็วและแม่นยำสูงขึ้น สามารถระบุแพทเทิร์นที่ซับซ้อนได้ดีกว่า
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยก อาชญากรรม, การศึกษา, การเมือง, กีฬา, การตั้งชื่อ, การรับรองสินค้าโดยคนดัง ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล, จริยธรรม AI, อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์, การหลอกลวงออนไลน์, พฤติกรรม FOMO, การบริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม
Advertisement

สร้างแรงจูงใจให้ผู้คนทำสิ่งดีๆ ด้วยเศรษฐศาสตร์แหวกแนว

จากทฤษฎีสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง

ฉันเชื่อว่าความเข้าใจในเศรษฐศาสตร์แหวกแนวไม่ได้มีประโยชน์แค่ในการวิเคราะห์หรือทำนายพฤติกรรมเท่านั้นนะคะ แต่ยังสามารถนำไปใช้ในการ ‘สร้างแรงจูงใจ’ ให้ผู้คนทำสิ่งดีๆ ได้ในชีวิตจริงด้วยค่ะ ลองนึกถึงการออกแบบแคมเปญรณรงค์ต่างๆ ที่ต้องการให้คนลดการใช้พลาสติก หรือส่งเสริมให้คนออกกำลังกายมากขึ้น ถ้าเราเข้าใจว่าอะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริงของผู้คน อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรม เราก็จะสามารถออกแบบวิธีการสื่อสารหรือสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ดีขึ้นใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยเห็นตัวอย่างที่น่าสนใจในต่างประเทศ ที่ใช้หลักการของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาช่วยลดปริมาณขยะในสวนสาธารณะ หรือเพิ่มจำนวนผู้บริจาคอวัยวะ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่งมากๆ เลยค่ะ แสดงให้เห็นว่าการนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎีบนหน้ากระดาษ แต่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมได้อย่างแท้จริงค่ะ

การออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อพฤติกรรมที่พึงประสงค์

แนวคิดหนึ่งที่ฉันคิดว่าน่าสนใจมากๆ คือการ ‘ออกแบบสภาพแวดล้อม’ (Nudge) เพื่อชี้นำผู้คนไปสู่พฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยไม่ต้องบังคับค่ะ นี่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในการนำไปปรับใช้จริงเลยนะคะ เช่น การจัดวางผักผลไม้ไว้ในระดับสายตาในร้านสะดวกซื้อ เพื่อกระตุ้นให้คนเลือกซื้ออาหารสุขภาพมากขึ้น หรือการส่งข้อความแจ้งเตือนที่เป็นมิตร เพื่อเตือนให้คนชำระบิลค่าใช้จ่ายตรงเวลา สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของเราในแต่ละวันค่ะ ฉันเชื่อว่าในประเทศไทยเองก็มีศักยภาพอีกมากที่จะนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการออม การลดอุบัติเหตุบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งการกระตุ้นให้คนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง การที่เราเข้าใจว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้คน จะช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์วิธีการที่ฉลาดและแยบยลในการผลักดันให้สังคมของเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนเลยค่ะ

บทสรุปส่งท้าย

เป็นอย่างไรบ้างคะกับการเดินทางสำรวจโลกของ ‘เศรษฐศาสตร์แหวกแนว’ ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสีสันและเรื่องราวที่น่าสนใจ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของพฤติกรรมที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI และ Big Data เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยให้เรามองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันเหมือนกับการที่เราได้ไขปริศนาที่ซับซ้อนของมนุษย์ทีละเปลาะ และยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าโลกใบนี้มีอะไรให้เราค้นหาอีกเยอะเลยค่ะ ฉันหวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับทุกคน และเป็นแรงบันดาลใจให้เราลองสังเกตพฤติกรรมรอบตัวด้วยสายตาของนักเศรษฐศาสตร์แหวกแนวดูบ้างนะคะ เพราะบางครั้งคำตอบของเรื่องใหญ่ๆ ก็ซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ ที่เรามองข้ามไปนี่แหละค่ะ

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้ที่นำไปปรับใช้ได้จริง

1. ทำความเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการตัดสินใจ: ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น การที่เราหยุดคิดสักนิดว่าทำไมคนถึงตัดสินใจแบบนั้น ทั้งในเรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกซื้อกาแฟ หรือเรื่องใหญ่ๆ อย่างการลงทุน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นมากเลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ AI สามารถช่วยเราวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมได้อย่างละเอียด การทำความเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยทางจิตวิทยา สังคม หรือแม้กระทั่งปัจจัยทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการเลือก จะทำให้เราสามารถคาดการณ์และปรับกลยุทธ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งการออกแบบนโยบายสาธารณะ การที่เรารู้ว่าอะไรคือ “ปุ่มกด” ที่แท้จริงในใจผู้คน จะช่วยให้เราสามารถสื่อสารและสร้างแรงจูงใจได้ตรงจุด ไม่ใช่แค่การนำเสนอข้อมูลดิบๆ เท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมโยงกับความต้องการที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่เศรษฐศาสตร์แหวกแนวพยายามจะบอกเรามาโดยตลอด และยิ่งในโลกดิจิทัล การทำความเข้าใจแรงจูงใจยิ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนแต่ก็สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสำเร็จในทุกๆ ด้านเลยก็ว่าได้ค่ะ

2. ใช้ Big Data ให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่สะสม: หลายคนอาจจะคิดว่า Big Data เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ แต่จริงๆ แล้ว แม้แต่ธุรกิจขนาดเล็กหรือบุคคลทั่วไปก็สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะ ‘อ่าน’ ข้อมูลเหล่านั้นให้ออก ไม่ใช่แค่การเก็บสะสมไว้เฉยๆ ลองสังเกตพฤติกรรมการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเอง หรือข้อมูลการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียของกลุ่มเป้าหมาย เราจะพบว่าข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวและแพทเทิร์นที่น่าสนใจได้มากมาย เช่น ช่วงเวลาที่คนออนไลน์มากที่สุด คอนเทนต์ประเภทไหนที่ได้รับความนิยม หรือแม้กระทั่งปัญหาที่ลูกค้ามักจะเจอ การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่เข้าถึงง่าย เช่น Google Analytics หรือเครื่องมือวิเคราะห์ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็สามารถช่วยให้เราเห็นภาพรวมและนำไปปรับปรุงการทำงานได้แล้วค่ะ ฉันเองก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวางแผนคอนเทนต์สำหรับบล็อกของฉันอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ฉันเขียนนั้นตอบโจทย์ความสนใจของผู้อ่านมากที่สุด เพราะข้อมูลที่ดีจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่าเสมอค่ะ

3. โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือแหล่งข้อมูลเชิงลึก: พลวัตของโซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากแพลตฟอร์มสำหรับการเชื่อมต่อส่วนตัว ตอนนี้มันกลายเป็นแหล่งรวมข้อมูลพฤติกรรมของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ การสังเกตเทรนด์ กระแส หรือแม้กระทั่งภาษาและวลีที่ผู้คนใช้บนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น TikTok, Facebook หรือ Instagram สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมย่อย (subcultures) ความสนใจที่กำลังเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อประเด็นทางสังคมต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง เราสามารถใช้เครื่องมือ Social Listening เพื่อติดตามการสนทนาเกี่ยวกับแบรนด์ของเรา คู่แข่ง หรือหัวข้อที่เราสนใจ เพื่อจับกระแสและทำความเข้าใจความคิดเห็นของสาธารณะแบบเรียลไทม์ได้ค่ะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการพัฒนาแคมเปญการตลาด การสร้างแบรนด์ หรือแม้กระทั่งการทำความเข้าใจความต้องการของตลาด การที่เราเปิดใจเรียนรู้และวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย จะช่วยให้เราไม่พลาดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงและเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในยุคดิจิทัลนี้เลยค่ะ

4. ความซับซ้อนของการตัดสินใจซื้อในยุคใหม่: การตัดสินใจซื้อในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของราคาหรือประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้วนะคะ ดังที่ฉันได้พูดถึงไปแล้ว ผู้คนพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อ ‘ประสบการณ์’ ‘คุณค่าทางสังคม’ หรือแม้กระทั่ง ‘การแสดงออกถึงตัวตน’ การที่นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจเข้าใจในจุดนี้ จะทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ลึกซึ้งกว่าเดิมได้ อย่างเช่น การเน้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของแบรนด์ การสร้างชุมชนของผู้ใช้งาน หรือการนำเสนอประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับลูกค้า และทำให้แบรนด์ของเราโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งมากมาย ฉันเองก็มักจะเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจ หรือแบรนด์ที่ฉันรู้สึกว่ามีปรัชญาตรงกับความเชื่อของฉัน เพราะมันไม่ใช่แค่สินค้า แต่มันคือการลงทุนในคุณค่าที่เราให้ความสำคัญ การเข้าใจความซับซ้อนนี้คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาค่ะ

5. อย่าละเลยประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: ในขณะที่เราตื่นเต้นกับศักยภาพของ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือเรื่องของจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลค่ะ การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต้องทำอย่างโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้งานเสมอ เพราะความเชื่อใจของผู้บริโภคคือสิ่งที่มีค่าที่สุด หากเราละเลยประเด็นเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์หรือองค์กรในระยะยาวได้เลยนะคะ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจเรื่องนี้มาก และมักจะอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ต่างๆ ก่อนใช้งานเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของฉันจะถูกใช้อย่างเหมาะสม การสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น กับการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลของผู้คน จะเป็นความท้าทายที่สำคัญในยุคดิจิทัล และเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถรับใช้มนุษย์ได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรมค่ะ

สรุปประเด็นสำคัญ

จากการเดินทางสำรวจโลกของเศรษฐศาสตร์แหวกแนวในยุคดิจิทัล เราได้เห็นแล้วว่าพฤติกรรมมนุษย์นั้นซับซ้อนและมีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี AI, Big Data และโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถถอดรหัสการตัดสินใจและแรงจูงใจเบื้องหลังได้อย่างลึกซึ้งกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำความเข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงคล้อยตามกระแสไวรัลบน TikTok ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อ ‘ประสบการณ์’ หรือเลือกแบรนด์ที่สะท้อนตัวตน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้การวิเคราะห์พฤติกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการเข้าใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความก้าวหน้า เราก็ต้องไม่ละเลยประเด็นด้านจริยธรรมของ AI และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องสร้างสมดุลให้ดีที่สุด เพื่อให้เศรษฐศาสตร์แหวกแนวสามารถนำไปใช้สร้างสังคมที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเป็นธรรมต่อทุกคนในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: Freakonomics ในยุค AI และโซเชียลมีเดียต่างจากเมื่อก่อนยังไงบ้างคะ แล้วเราจะตามเทรนด์ให้ทันได้ยังไง?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่เราเห็นกันชัดเจนมากๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เลยนะ เมื่อก่อน Freakonomics อาจจะเน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่หาได้ยาก หรือพฤติกรรมแปลกๆ ที่ซ่อนอยู่ในสถิติที่เราไม่เคยสังเกต แต่ตอนนี้…
โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ ค่ะ! ลองนึกภาพดูนะคะ AI เข้ามาช่วยให้เราประมวลผลข้อมูลได้มหาศาลภายในพริบตา ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่รวมถึงข้อมูลเชิงคุณภาพจากโซเชียลมีเดียด้วย เช่น อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจากคอมเมนต์ หรือแพทเทิร์นการแชร์ข้อมูลที่บอกอะไรได้มากกว่าแค่ยอดไลก์ฉันเองเคยลองสังเกตพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ในช่วงแคมเปญลดราคาใหญ่ๆ อย่าง 11.11 หรือ 12.12 นะคะ สมัยก่อนเราอาจจะแค่ดูว่าสินค้าไหนขายดี แต่เดี๋ยวนี้ AI สามารถบอกได้เลยว่ากลุ่มลูกค้าแบบไหนมีแนวโน้มจะซื้ออะไร หลังจากดูอินฟลูเอนเซอร์คนไหน หรือแม้แต่ใช้คำค้นหาแบบไหนถึงเจอ มันไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคาถูก” แล้วค่ะ แต่เป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” และ “การเข้าถึง” ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล ทีนี้ถามว่าจะตามเทรนด์ยังไง?
สำหรับฉันนะ สิ่งสำคัญคือการเป็นคนช่างสังเกตค่ะ อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เห็นในฟีดข่าว ลองตั้งคำถามดูว่า “ทำไมคนถึงทำแบบนั้น?” หรือ “เบื้องหลังไวรัลนี้มีอะไรซ่อนอยู่?” บางทีคำตอบอาจจะอยู่แค่ในข้อมูลเล็กๆ ที่ AI คัดมาให้เราดูนั่นแหละค่ะ และที่สำคัญคือต้องเปิดใจเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ อย่าง AI เพราะมันเป็นเหมือนแว่นขยายที่ช่วยให้เรามองเห็น Freakonomics ได้ชัดเจนขึ้นนั่นเองค่ะ!

ถาม: Freakonomics ช่วยอธิบายพฤติกรรมผู้บริโภคในไทยได้ยังไงคะ โดยเฉพาะเรื่องกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์?

ตอบ: โห! คำถามนี้โดนใจสายส่องโลกออนไลน์แบบฉันสุดๆ เลยค่ะ! ต้องบอกว่า Freakonomics นี่แหละคือเครื่องมือชั้นดีที่จะช่วยให้เราเข้าใจ “ความบ้า” บนโลกโซเชียลของไทยได้ดีมากๆ เลยนะ เพราะคนไทยเราเนี่ย มีความสามารถพิเศษในการสร้างสรรค์และรับกระแสไวรัลได้เร็วมาก บางทีมันก็ไม่ได้มีเหตุผลตรงไปตรงมาเสมอไปหรอกค่ะอย่างเมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสการรีวิวอาหารแปลกๆ หรือร้านอาหาร “ลับๆ” ที่ไม่ได้อร่อยเลิศเลออะไร แต่กลับเป็นไวรัลสุดๆ จนคนแห่กันไปกินเพียบเลย คุณเคยเห็นไหมคะ?
ถ้ามองตามเศรษฐศาสตร์แบบปกติอาจจะงงว่า “ทำไมคนถึงไปกันเยอะขนาดนั้นในเมื่อของก็ไม่ได้อร่อยมาก แถมยังแพงอีก?” แต่ถ้าใช้ Freakonomics มอง เราจะเห็นว่ามันคือเรื่องของ “ความอยากรู้อยากเห็น” “การเป็นส่วนหนึ่งของกระแส” หรือ “การที่ได้ถ่ายรูปเช็กอินแล้วรู้สึกคูล” ซึ่งสิ่งเหล่านี้มี “มูลค่า” ทางสังคมและอารมณ์ที่คนยอมจ่ายนั่นเองค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติอย่างเดียวหรือแม้แต่เรื่องของการแต่งกายที่จู่ๆ ก็ฮิตขึ้นมาทั้งที่เมื่อก่อนไม่มีใครใส่ พอมีคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ใส่ไม่กี่คน กระแสก็มาเต็ม!
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ Freakonomics จะช่วยอธิบายได้ว่า “อิทธิพลทางสังคม” หรือ “ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงเทรนด์” (Social Cost of Not Conforming) มีผลต่อการตัดสินใจของเรายังไงบ้าง คือบางทีการไม่ตามกระแสอาจจะทำให้เรารู้สึกตกยุค หรือคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องนั่นเองค่ะ

ถาม: แล้วเราในฐานะคนธรรมดา จะเอาแนวคิด Freakonomics ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันหรือเรื่องการเงินของเราได้ยังไงบ้างคะ?

ตอบ: เยี่ยมเลยค่ะ! นี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดเลยนะที่จะทำให้ Freakonomics ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเท่ๆ แต่เป็นประโยชน์กับชีวิตจริงของเราค่ะ ฉันเองก็ใช้แนวคิดนี้บ่อยมากในการตัดสินใจหลายๆ อย่างเลยนะ เพราะมันช่วยให้เรามองเห็น “เบื้องหลัง” ของสิ่งที่เรากำลังจะทำ หรือสิ่งที่คนอื่นกำลังทำอยู่ลองนึกถึงเรื่องง่ายๆ อย่างการเลือกซื้อของเข้าบ้านก็ได้ค่ะ แทนที่จะซื้อตามโฆษณาที่เราเห็นบ่อยๆ ลองหยุดคิดสักนิดว่า “ทำไมสินค้านี้ถึงโฆษณาเยอะจัง?” หรือ “ทำไมเพื่อนๆ ถึงแนะนำอันนี้ ทั้งที่บางทีมันอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้?” บางทีคำตอบอาจจะอยู่แค่ที่ว่าแบรนด์นั้นมีงบการตลาดเยอะ หรือเพื่อนก็แค่ตามๆ กันไป ถ้าเราคิดแบบ Freakonomics เราจะเริ่มมองหา “แรงจูงใจที่แท้จริง” หรือ “ต้นทุนแฝง” ที่เราอาจจะมองข้ามไปค่ะสำหรับเรื่องการเงินเนี่ย ยิ่งมีประโยชน์มากๆ เลยนะคะ อย่างตอนที่เรากำลังจะตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ หรือลงทุนอะไรสักอย่าง อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจตามกระแส หรือตามคำแนะนำของคนรอบข้างซะหมด ลองถามตัวเองว่า “อะไรคือผลประโยชน์ที่แท้จริงที่ฉันจะได้รับ?” และ “อะไรคือต้นทุนที่ฉันต้องจ่ายไป ทั้งที่มองไม่เห็น?” สมมติว่ามีโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่ให้ส่วนลดเยอะมาก แต่ต้องใช้จ่ายเกินความจำเป็นมากๆ ลองคิดดูว่าส่วนลดที่ได้มานั้นคุ้มกับ “การใช้จ่ายเกินตัว” และ “การสร้างหนี้” ที่อาจจะตามมาไหม บางทีการ “ไม่ทำอะไร” ก็เป็นทางเลือกที่ Freakonomics บอกว่าดีที่สุดเหมือนกันนะ!
ฉันเองก็เคยพลาดมาแล้วกับการหลงตามโปรโมชั่น จนสุดท้ายต้องมานั่งบริหารหนี้บัตรเครดิตเองนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ) บทเรียนนี้ทำให้ฉันคิดละเอียดขึ้นเยอะเลย มันสอนให้เราคิดแบบ “ตลบหลัง” และมองหาเหตุผลที่ซ่อนอยู่นั่นเองค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement