สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องใกล้ตัวแต่กลับมีอะไรให้คิดเยอะมากๆ นั่นก็คือ “เศรษฐศาสตร์นอกคอก” หรือ Freakonomics นั่นเองค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันแทรกซึมอยู่ในทุกการตัดสินใจของเราเลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมายที่เราต้องเจอในชีวิตประจำวัน ใครจะไปคิดว่าเรื่องง่ายๆ อย่างการบริจาคเงิน หรือแม้แต่เรื่องบัญชีม้าที่เป็นประเด็นร้อนตอนนี้ ก็มีเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น แถมยังเต็มไปด้วยแรงจูงใจที่บางทีก็คาดไม่ถึงเลยล่ะค่ะ ส่วนตัวแพรเองก็เพิ่งได้รู้เลยว่ามุมมองแบบนี้ทำให้เราเข้าใจโลกและปัญหาต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้นเยอะมากๆ ค่ะ ว่าแต่…ประเด็นทางกฎหมายที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันเนี่ย ถ้ามองผ่านเลนส์ของ Freakonomics แล้วจะมีอะไรน่าสนใจบ้างน้า?
มาค่ะ! ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเจาะลึกกรณีศึกษาที่น่าทึ่งและประเด็นทางกฎหมายที่แสนจะ “Freaky” ในโลกของเรากันเลยดีกว่าค่ะ!
มองทะลุกฎหมาย: ทำไมบางคนถึงเลือกทำในสิ่งที่ดูไม่สมเหตุสมผล?

แรงจูงใจซ่อนเร้นที่ผลักดันพฤติกรรม
เวลาพูดถึงกฎหมาย เรามักจะนึกถึงความถูกต้อง ความผิด และการลงโทษใช่ไหมคะ? แต่เชื่อมั้ยว่าบางครั้งพฤติกรรมของคนเราที่ดูเหมือนจะฝ่าฝืนกฎหมาย หรือแม้แต่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเนี่ย เบื้องหลังมันมี “แรงจูงใจ” ที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิดเยอะเลยค่ะ บางทีเราอาจจะมองเห็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่ใต้ผิวน้ำลงไปคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่จิตวิทยาที่มองไม่เห็น แรงจูงใจพวกนี้แหละที่ขับเคลื่อนให้คนตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะไม่คุ้มค่าในสายตาคนนอก แต่สำหรับตัวเขาเอง ณ เวลานั้น มันอาจจะสมเหตุสมผลที่สุดแล้วก็เป็นได้ แพรเองก็เคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงเลือกเส้นทางที่ดูแล้วมีแต่ปัญหา แต่พอได้มองผ่านเลนส์ของเศรษฐศาสตร์นอกคอกก็พอจะเข้าใจได้ว่าแต่ละคนมี “สมการความคุ้มค่า” ในใจที่ไม่เหมือนกันจริงๆ นะคะ มันไม่ใช่แค่เรื่องถูกผิดตามตัวบทกฎหมายอย่างเดียวแล้วล่ะ
เมื่อกฎหมายสร้างผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง
ใครจะไปคิดว่าการออกกฎหมายบางอย่างที่มีเจตนาดี๊ดี จะกลับกลายเป็นสร้างผลข้างเคียงที่เราคาดไม่ถึงเลยล่ะคะ? บางทีมันก็กลายเป็นแรงจูงใจแปลกๆ ที่ทำให้คนทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์ของกฎหมายไปเลยก็มี อย่างเช่น กฎหมายที่ตั้งใจจะช่วยลดอาชญากรรม แต่กลับไปสร้างตลาดมืดที่ใหญ่ขึ้น หรือกฎหมายที่อยากให้คนประหยัดพลังงาน แต่กลับทำให้เกิดการใช้พลังงานในรูปแบบอื่นที่ส่งผลเสียไม่แพ้กันเลย นี่แหละค่ะคือความซับซ้อนที่แพรเองก็เพิ่งได้เรียนรู้ว่าโลกของเรามันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำเสมอไป ทุกกฎหมายย่อมมีช่องว่าง และมนุษย์ก็เก่งในการหาช่องว่างเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือแม้แต่เพื่อความอยู่รอด เพื่อนแพรที่เป็นทนายเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่ามีเคสที่ลูกความทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะผิด แต่พอสืบไปสืบมากลับพบว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังที่กฎหมายไม่ได้ครอบคลุมไว้หมดเลย
เรื่องบัญชีม้า: เบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องหลอกลวง
ต้นทุนและผลประโยชน์ของการเป็น “บัญชีม้า”
เรื่องบัญชีม้าเนี่ยเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยเราตอนนี้เลยนะคะ แพรเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรือมีคนรู้จักที่ตกเป็นเหยื่อกันมาบ้างแล้ว เรามักจะมองว่าคนที่ถูกจับในฐานะบัญชีม้าคือผู้กระทำผิดที่ร่วมมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ถ้าลองมองในมุมของ “Freakonomics” เราจะเห็นว่ามันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยค่ะ สำหรับคนที่ยอมเป็นบัญชีม้า ลองคิดดูสิคะว่าเขาต้องแบกรับความเสี่ยงสูงแค่ไหน ทั้งโทษทางกฎหมาย ประวัติอาชญากรรม หรือแม้แต่การถูกตามล่าจากแก๊งมิจฉาชีพเอง แต่อะไรล่ะที่ทำให้พวกเขายอมเสี่ยงขนาดนั้น?
มันก็คือ “ผลประโยชน์” ที่พวกเขาได้รับนั่นแหละค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเงินจำนวนหนึ่งที่ไม่มากนัก แต่สำหรับบางคนที่มีความขัดสนทางการเงินอย่างหนัก ขาดทางออกในชีวิต เงินก้อนเล็กๆ นั้นอาจดูเป็นทางรอดเดียวที่มีอยู่ตรงหน้า ณ ขณะนั้นเลยก็ได้นะ แพรเคยคุยกับพี่ตำรวจท่านหนึ่ง ท่านเล่าว่าหลายเคสที่จับมาได้ ผู้ต้องหามักจะมีประวัติทางการเงินที่ไม่ดี ติดหนี้ หรือตกงาน ซึ่งทำให้เรารู้สึกหดหู่ใจมากๆ เลยค่ะ
การจัดการกับปัญหาที่ปลายเหตุหรือต้นเหตุ?
พอเข้าใจถึงแรงจูงใจเบื้องหลังแล้ว เราก็จะเริ่มเห็นว่าการจัดการกับปัญหาบัญชีม้าอย่างเดียว อาจเป็นการแก้ที่ปลายเหตุมากๆ ค่ะ เพราะตราบใดที่ยังมีคนที่มีความต้องการเงินอย่างเร่งด่วน และมีช่องทางให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์เหล่านั้น ปัญหาบัญชีม้าก็คงยังไม่หมดไปง่ายๆ การพุ่งเป้าไปที่การจับกุมผู้เปิดบัญชีม้าอย่างเดียว อาจไม่ได้ช่วยลดปัญหาได้มากนัก หากเราไม่เข้าใจและจัดการกับ “ต้นเหตุ” ที่ผลักดันให้คนเหล่านั้นยอมเสี่ยง ลองคิดดูว่าถ้ามีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินที่ดีกว่า การเข้าถึงสินเชื่อที่ถูกต้องง่ายขึ้น หรือการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องภัยออนไลน์ที่เข้าถึงคนได้จริงๆ ปัญหาพวกนี้อาจจะเบาบางลงได้บ้างก็ได้นะคะ ส่วนตัวแพรคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากๆ และน่าจะมองหาแนวทางแก้ไขที่ลึกซึ้งกว่านี้จริงๆ ค่ะ
| ประเด็นทางกฎหมาย | มุมมองทั่วไป | มุมมองแบบ Freakonomics (แรงจูงใจที่ซ่อนอยู่) |
|---|---|---|
| บัญชีม้า | ผู้กระทำผิดคืออาชญากร ร่วมมือกับแก๊งหลอกลวง | แรงจูงใจหลักคือรายได้ที่ง่ายและรวดเร็ว สำหรับผู้ที่ขัดสนทางการเงินอย่างมาก แม้จะมีความเสี่ยงสูงก็ตาม |
| การบริจาคเงิน | ทำด้วยความเมตตา อยากช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง | อาจมีแรงจูงใจอื่นๆ เช่น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี การลดหย่อนภาษี หรือความต้องการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง |
| กฎหมายจราจร | มีขึ้นเพื่อความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน | ผู้คนจะคำนวณความเสี่ยงที่จะถูกจับและบทลงโทษ เทียบกับเวลาที่ประหยัดได้จากการไม่ปฏิบัติตามกฎ (เช่น ขับเร็ว ฝ่าไฟแดง) |
การบริจาคเงิน: ความเมตตาที่มาพร้อมกับแรงจูงใจทางสังคม?
สัญญาณทางสังคมกับการให้
ใครๆ ก็อยากเป็นคนดี อยากช่วยเหลือผู้อื่นใช่ไหมคะ? การบริจาคเงินเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงออกถึงความเมตตาและน้ำใจที่เรามักจะชื่นชม แต่ถ้ามองผ่านเลนส์ของเศรษฐศาสตร์นอกคอกแล้ว เราจะพบว่านอกเหนือจากความต้องการที่จะช่วยเหลือจริงๆ แล้ว การบริจาคอาจมีแรงจูงใจที่ซับซ้อนกว่านั้นซ่อนอยู่ โดยเฉพาะ “สัญญาณทางสังคม” ค่ะ ลองสังเกตดูสิคะ เวลาเราบริจาคเงินให้องค์กรการกุศล มักจะมีการประกาศรายชื่อผู้บริจาค หรือบางทีก็ได้ใบเสร็จรับรองที่นำไปลดหย่อนภาษีได้ สิ่งเหล่านี้เองที่อาจเป็นแรงจูงใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้คนรู้สึกดี ไม่ใช่แค่จากที่ได้ช่วยคนอื่น แต่ยังได้ “แสดงออก” ถึงความเป็นคนใจบุญต่อสังคมด้วย แพรเองก็เคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกันนะ เวลาเห็นชื่อตัวเองในรายชื่อผู้บริจาคก็แอบภูมิใจเล็กๆ ไม่ใช่เพราะหวังผลตอบแทน แต่เป็นความรู้สึกดีๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำความดี และทำให้คนอื่นเห็นว่าเราก็เป็นคนที่มีน้ำใจค่ะ
กฎหมายที่ส่งเสริมหรือขัดขวางการทำความดี
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจค่ะ อย่างเรื่องการลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเนี่ย เจตนาคือเพื่อส่งเสริมให้คนใจบุญบริจาคเงินกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง กฎหมายบางอย่างอาจสร้างอุปสรรคโดยไม่ตั้งใจก็ได้นะคะ เช่น ขั้นตอนที่ยุ่งยากในการขอรับรององค์กรการกุศล หรือข้อจำกัดบางประการที่ทำให้การบริจาคทำได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร จนบางครั้งอาจทำให้คนที่อยากจะบริจาคเกิดความท้อแท้ไปเสียก่อนที่จะเริ่มทำอะไรเสียอีก เพื่อนที่ทำมูลนิธิเล่าให้ฟังว่าบางทีเอกสารเยอะมากจนท้อ ทำให้หลายๆ มูลนิธิขนาดเล็กอาจจะเข้าไม่ถึงสิทธิ์การเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี พอเป็นแบบนี้แล้ว ก็อาจจะกระทบกับเงินบริจาคที่ควรจะได้รับไปโดยปริยายเลย มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ เลยนะคะ บางทีเจตนาดีของกฎหมายก็อาจจะไม่ได้ส่งผลดีอย่างที่เราคิดไว้เสมอไป
กฎหมายการใช้ถนน: ทำไมอุบัติเหตุยังคงสูงลิ่ว ทั้งที่มีกฎเข้มงวด?
การประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคลกับบทลงโทษ
เรื่องกฎหมายจราจรนี่เป็นอะไรที่ใกล้ตัวและเห็นภาพชัดมากๆ เลยค่ะ ประเทศไทยเรามีกฎหมายจราจรที่ค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร ทั้งเรื่องความเร็ว การคาดเข็มขัดนิรภัย การสวมหมวกกันน็อค แต่ทำไม๊ทำไมเราก็ยังเห็นข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่แทบทุกวันเลยล่ะคะ?
ในมุมของ Freakonomics เนี่ย คนเรามักจะมีการ “คำนวณความเสี่ยง” ในใจอยู่เสมอค่ะ คือเขาจะเปรียบเทียบระหว่าง “ผลประโยชน์” ที่จะได้รับจากการฝ่าฝืนกฎ (เช่น ประหยัดเวลาไปทำงาน ไม่ต้องอ้อม) กับ “ต้นทุน” ที่จะเกิดขึ้นหากถูกจับได้ (ค่าปรับ คะแนนความประพฤติ) และ “ความเสี่ยง” ที่จะเกิดอุบัติเหตุ สำหรับบางคน ความคุ้มค่าที่จะเสี่ยงมันมากกว่าการทำตามกฎที่อาจจะทำให้เสียเวลาหรือรู้สึกไม่สะดวก แพรเองก็เคยเห็นคนรีบๆ ขับรถซิกแซกไปมาบนถนน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเสี่ยงอันตรายและอาจถูกจับได้ แต่นั่นก็คงเป็นเพราะเขาประเมินแล้วว่าความจำเป็นที่จะต้องไปให้ถึงที่หมายเร็วๆ นั้นสำคัญกว่าความเสี่ยงต่างๆ นั่นแหละค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิดมากๆ เลยนะ
เมื่อจิตวิทยาขับเคลื่อนพฤติกรรมการขับขี่
นอกจากเรื่องการคำนวณความเสี่ยงแล้ว ปัจจัยทางจิตวิทยาก็มีผลกับพฤติกรรมการขับขี่ของเราไม่น้อยเลยค่ะ บางทีเราก็ขับตามเพื่อนที่ขับเร็ว บางทีก็รู้สึกหงุดหงิดเวลาถูกปาดหน้า แล้วก็เร่งเครื่องเอาคืน นี่คืออารมณ์ที่เข้ามามีบทบาทโดยตรงกับการตัดสินใจบนท้องถนนเลยนะคะ ซึ่งกฎหมายอย่างเดียวก็คงยากที่จะควบคุมได้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายบางอย่างก็สร้างแรงจูงใจแปลกๆ เช่น กฎหมายหมวกกันน็อคที่ไม่ได้บังคับใช้เข้มงวดกับคนซ้อนท้าย ทำให้บางคนมองข้ามเรื่องความปลอดภัยไปเลย หรือการที่มีด่านตรวจจับความเร็วอยู่เป็นพักๆ ทำให้ผู้ขับขี่บางคนแค่ “ชะลอ” ตอนผ่านด่านแล้วก็กลับไปขับเร็วอีกครั้ง เพื่อนแพรที่เป็นตำรวจจราจรเล่าให้ฟังว่า บางทีการจับปรับก็เป็นแค่การแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้นเอง สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจในผลกระทบของพฤติกรรม แต่การจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนจำนวนมากได้เนี่ยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยจริงๆ ค่ะ
การปราบปรามยาเสพติด: สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น?

อุปทานและอุปสงค์ในตลาดมืด
ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องที่ทุกประเทศพยายามต่อสู้มาอย่างยาวนาน และประเทศไทยเราเองก็เช่นกันค่ะ รัฐบาลทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในการปราบปราม แต่ทำไมปัญหานี้ถึงยังไม่หมดไปง่ายๆ เลยล่ะคะ?
ถ้ามองในมุมเศรษฐศาสตร์นอกคอก เราจะเห็นถึงกลไกของ “อุปทาน” (Supply) และ “อุปสงค์” (Demand) ที่ทำงานในตลาดมืดอย่างมีประสิทธิภาพมากๆ ค่ะ ยิ่งรัฐบาลปราบปรามหนักเท่าไหร่ ราคายาเสพติดในตลาดมืดก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นกลายเป็น “แรงจูงใจ” มหาศาลให้กับผู้ผลิตและผู้ค้าให้ยอมเสี่ยงเพื่อผลกำไรที่สูงลิ่ว แพรเคยอ่านบทความวิเคราะห์ที่น่าสนใจมาก เขาระบุว่าการปราบปรามอย่างเดียวไม่ได้ช่วยลดอุปสงค์ลงเลย บางทีอาจจะทำให้อุปทานเปลี่ยนรูปแบบไป หรือผู้ค้าหันไปใช้ช่องทางที่ซับซ้อนขึ้นอีก มันเหมือนกับการที่เราบีบลูกโป่งไปด้านหนึ่ง อีกด้านก็จะป่องขึ้นมาแทนเลยค่ะ มันเป็นสงครามที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดจริงๆ นะ
กลยุทธ์ที่สร้างแรงจูงใจในการผลิตและค้า
นอกจากเรื่องราคาแล้ว กลยุทธ์ในการปราบปรามบางอย่างก็อาจจะสร้างแรงจูงใจที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นได้อีกด้วยค่ะ เช่น การพุ่งเป้าไปที่ผู้ค้ารายย่อย อาจทำให้ผู้ค้ารายใหญ่หันไปใช้เครือข่ายที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือการที่กฎหมายมีบทลงโทษที่รุนแรง อาจทำให้ผู้กระทำผิดพยายามปกปิดหลักฐานหรือต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงอื่นๆ ตามมาได้อีก เพื่อนที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์เล่าให้ฟังว่า บางทีผู้เสพก็คือผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่กฎหมายกลับมองว่าเป็นอาชญากร ทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้ารับการบำบัดอย่างเปิดเผย เพราะกลัวว่าจะถูกตีตราหรือได้รับโทษทางกฎหมาย ซึ่งก็กลายเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุไปโดยปริยาย แพรคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองให้รอบด้านมากๆ ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงมิติทางสังคม จิตวิทยา และเศรษฐกิจควบคู่กันไปเลยค่ะ
ภาษีกับพฤติกรรมคน: เราจ่ายเพื่ออะไร และทำไมบางคนถึงเลี่ยง?
ภาษีสรรพสามิตกับพฤติกรรมการบริโภค
เรื่องภาษีเนี่ยเป็นอะไรที่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าซับซ้อนและเข้าใจยากใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วภาษีหลายๆ ประเภทมีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราอย่างคาดไม่ถึงเลย โดยเฉพาะ “ภาษีสรรพสามิต” ที่เก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่รัฐต้องการควบคุมการบริโภค เช่น บุหรี่ สุรา หรือน้ำหวานเจือสี ลองคิดดูสิคะว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องเก็บภาษีพวกนี้แพงๆ?
ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการลดการบริโภคสินค้าเหล่านี้เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนนั่นแหละค่ะ แต่ในมุมของ Freakonomics เราจะเห็นว่ามันก็เป็นแรงจูงใจที่ซับซ้อนเหมือนกันนะ เพราะถ้าภาษีสูงขึ้นมากๆ ผู้บริโภคบางส่วนก็อาจจะลดการซื้อลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะเกิดตลาดสินค้าหนีภาษี หรือสินค้าปลอมแปลงขึ้นมาแทน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมากกว่าเดิมเสียอีก แพรเองก็เคยเห็นข่าวการจับกุมบุหรี่หนีภาษีอยู่บ่อยๆ เลยค่ะ แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีกฎหมายและภาษีที่เข้มงวด แต่ก็ยังมีช่องว่างให้คนที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากการเลี่ยงกฎอยู่เสมอเลยนะ
แรงจูงใจในการหลบเลี่ยงภาษีและผลกระทบ
นอกจากภาษีสรรพสามิตแล้ว ภาษีเงินได้ หรือภาษีธุรกิจต่างๆ ก็มีผลต่อการตัดสินใจของคนและธุรกิจไม่แพ้กันค่ะ แพรเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจ่ายภาษีเยอะๆ ใช่ไหมคะ?
นั่นแหละค่ะคือแรงจูงใจพื้นฐานที่ทำให้บางคนพยายาม “หลีกเลี่ยง” หรือ “หลบเลี่ยง” ภาษี ซึ่งสองคำนี้ต่างกันนะคะ การหลีกเลี่ยงภาษีคือการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายอย่างถูกวิธี แต่การหลบเลี่ยงคือการทำผิดกฎหมายโดยตรง เพื่อให้จ่ายภาษีน้อยลงให้ได้มากที่สุด แรงจูงใจตรงนี้มันชัดเจนมากๆ ค่ะว่าคือการรักษากำไรหรือรายได้ของตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ผลกระทบที่ตามมาก็คือรัฐขาดรายได้ในการนำไปพัฒนาประเทศ และยังสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษีที่ซื่อสัตย์อีกด้วย เพื่อนที่ทำงานเป็นนักบัญชีเคยเล่าให้ฟังว่า บางธุรกิจพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดหย่อนภาษี ซึ่งบางครั้งก็เป็นเทคนิคที่ซับซ้อนมากๆ จนแพรเองฟังแล้วก็ทึ่งเลยค่ะว่าคนเราช่างคิดช่างทำกันได้ขนาดนี้จริงๆ
กฎหมายสิ่งแวดล้อม: ทำไมการรักษ์โลกถึงยังเป็นเรื่องยาก?
ต้นทุนทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
ปัญหาภาวะโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากๆ ค่ะ ประเทศไทยเราเองก็มีกฎหมายและนโยบายมากมายที่ออกมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ทำไมบางทีการรักษ์โลกถึงยังดูเป็นเรื่องยากจังเลยล่ะคะ?
ในมุมของเศรษฐศาสตร์นอกคอก เราจะเห็นว่าการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมักจะมาพร้อมกับ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ชัดเจนมากๆ ค่ะ เช่น การลดการใช้ถุงพลาสติกก็อาจจะทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อถุงผ้า หรือต้องแบกของหนักๆ กลับบ้าน การที่โรงงานต้องติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียก็หมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้นในการผลิตสินค้า ซึ่งอาจจะไปกระทบกับราคาสินค้าหรือกำไรของบริษัท แพรเองก็เคยรู้สึกขี้เกียจพกถุงผ้าเหมือนกันนะบางที พอไปซื้อของเยอะๆ แล้วไม่มีถุงใส่ ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีถุงพลาสติกก็คงจะสะดวกกว่านี้เยอะเลย สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละค่ะที่สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์เรามักจะเลือกสิ่งที่สะดวกสบายและมีต้นทุนน้อยที่สุดเสมอ ถ้าการรักษ์โลกมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงเกินไป บางคนก็อาจจะเลือกที่จะละเลยไปโดยไม่ตั้งใจก็ได้
บทบาทของกฎหมายในการสร้างสำนึกและความรับผิดชอบ
ดังนั้น บทบาทของกฎหมายสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่การกำหนดบทลงโทษ แต่ควรจะต้องสร้าง “แรงจูงใจ” ที่เหมาะสมให้คนหันมารักษาสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการสร้างแคมเปญให้ความรู้ที่เข้าถึงใจคนจริงๆ เพื่อให้คนเห็นถึง “ผลประโยชน์ระยะยาว” ที่จะได้รับจากการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งนั่นคืออากาศที่บริสุทธิ์ น้ำที่สะอาด หรือโลกที่น่าอยู่สำหรับลูกหลานของเรา แพรว่ากฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญจริงๆ คือการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในใจของทุกคน อย่างที่เห็นในหลายๆ ประเทศที่เข้มงวดเรื่องการแยกขยะ หรือการรีไซเคิล มันไม่ใช่แค่กฎหมายที่บังคับ แต่คนในสังคมเองก็ตระหนักและทำด้วยความเข้าใจ แพรเชื่อว่าถ้าทุกคนมองเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การรักษ์โลกก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ และกฎหมายก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้สิ่งดีๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นนั่นเอง
글을มาพูดคุยกันต่อในตอนท้ายนะคะ
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน? หลังจากที่เราได้ลองมองเรื่องกฎหมายผ่านเลนส์ของ “เศรษฐศาสตร์นอกคอก” หรือ Freakonomics ไปด้วยกันแล้ว แพรหวังว่าทุกคนคงจะได้มุมมองใหม่ๆ กลับไปไม่มากก็น้อยเลยนะคะ ส่วนตัวแพรเองก็ได้เรียนรู้เยอะมากๆ ค่ะว่าโลกของเรามันซับซ้อนกว่าที่เราคิดจริงๆ บางทีสิ่งที่เราเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล อาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เป็นแรงจูงใจซ่อนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันไปจนถึงปัญหาสังคมใหญ่ๆ การเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามองโลกได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้นจริงๆ ค่ะ หวังว่าทุกคนจะสนุกและได้ประโยชน์จากบทความนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ!
สิ่งที่คุณควรรู้เพื่อเข้าใจโลกมากขึ้น
1. ลองมองหา “แรงจูงใจ” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกการตัดสินใจของคน ไม่ใช่แค่ตัวบทกฎหมายที่เห็นตรงหน้า
2. ตระหนักว่าทุกกฎหมายและนโยบายอาจสร้าง “ผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง” ได้เสมอ แม้จะมีเจตนาที่ดีก็ตาม
3. พฤติกรรมของมนุษย์มักเกิดจากการ “คำนวณต้นทุนและผลประโยชน์” ในใจอยู่เสมอ แม้จะดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาคนอื่น
4. ปัญหาสังคมหลายๆ อย่าง มักจะมี “กลไกอุปทานและอุปสงค์” ในตลาดมืดเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ไขเป็นไปได้ยากหากแก้ไม่ตรงจุด
5. การสร้าง “จิตสำนึกและความรับผิดชอบ” เป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการออกกฎหมาย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญ
บทความนี้พาเราไปสำรวจมิติที่ซับซ้อนของกฎหมายและพฤติกรรมมนุษย์ผ่านแนวคิดเศรษฐศาสตร์นอกคอก (Freakonomics) โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายไม่ได้เป็นเพียงแค่ชุดของข้อบังคับ แต่ยังเต็มไปด้วยแรงจูงใจที่มองไม่เห็น ซึ่งผลักดันให้คนตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เรื่องบัญชีม้า การบริจาค ไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎจราจรและปัญหาสิ่งแวดล้อม การเข้าใจแรงจูงใจเหล่านี้จะช่วยให้เรามองปัญหาต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้น และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ด้วยกันเองนั่นแหละค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ทำไมเรื่อง “บัญชีม้า” ถึงเป็นประเด็นร้อนที่ไม่ใช่แค่เรื่องของอาชญากรรม แต่ยังมีมุมมองแบบ Freakonomics ซ่อนอยู่ด้วยคะ?
ตอบ: โอ้โห! เรื่องบัญชีม้านี่มันปวดใจจริงๆ นะคะ แพรเองก็ได้ยินข่าวมาตลอดเลยค่ะว่ามีคนถูกหลอกให้เปิดบัญชี หรือบางคนก็ยอมเปิดเองเพราะเห็นแก่เงินเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามองผ่านเลนส์ของ Freakonomics แล้วเนี่ย มันคือการตอบสนองต่อ “แรงจูงใจ” (Incentive) ที่ชัดเจนมากๆ เลยค่ะ มิจฉาชีพจะเสนอเงินค่าจ้าง 5,000-10,000 บาท แลกกับการเปิดบัญชีธนาคาร หรือซิมโทรศัพท์ สำหรับบางคน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยดี หรืออยู่ในช่วงวัยรุ่นและผู้สูงอายุ เงินจำนวนนี้มันดูเป็นโอกาสที่ง่ายและเร็ว โดยไม่ต้องทำงานหนัก เหมือนเป็นการแลก “ความเสี่ยง” กับ “ผลตอบแทนระยะสั้น” ที่ดึงดูดใจมากๆ ค่ะ พวกเขารู้ทั้งรู้ว่าผิดกฎหมายและมีโทษหนัก ทั้งจำทั้งปรับ แต่ก็อาจรู้สึกว่าความเสี่ยงที่จะถูกจับนั้นยังน้อยกว่า หรือยังคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่ได้มาง่ายๆ ตรงหน้า และที่น่าตกใจคือ บางคนยังถูกชักชวนจากคนใกล้ตัวด้วยซ้ำไป แพรว่านี่แหละค่ะคือบทเรียนสำคัญที่ Freakonomics สอนเราว่า คนเราไม่ได้ตัดสินใจแค่เรื่องถูกผิด แต่แรงจูงใจที่ซับซ้อนก็มีผลอย่างมากเลยค่ะ
ถาม: การบริจาคเงินที่ดูเหมือนเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ใจ ทำไม Freakonomics ถึงบอกว่ามันซับซ้อนกว่าที่คิด แถมยังมีแง่มุมทางกฎหมายที่น่าสนใจด้วยคะ?
ตอบ: ตอนแรกแพรก็คิดเหมือนกันค่ะว่าการบริจาคคือการให้ด้วยใจล้วนๆ แต่พอได้ลองมองแบบ Freakonomics แล้วถึงกับร้องอ๋อเลยค่ะ! แน่นอนว่าหลายคนบริจาคเพราะอยากช่วยเหลือจริงๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามี “แรงจูงใจ” อื่นๆ ซ่อนอยู่เหมือนกันนะคะ เช่น การลดหย่อนภาษี ใครจะคิดว่ายิ่งรายได้สูง ยิ่งมีแรงจูงใจในการบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีมากเท่านั้น เพราะส่วนลดภาษีที่ได้คืนมันเยอะกว่าคนรายได้น้อยหลายเท่าตัวเลยค่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ทำได้ และต่างจากการหนีภาษีนะคะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “หน้าตาทางสังคม” หรือ “การทำบุญเพื่อความสบายใจ” ด้วยค่ะในมุมกฎหมายก็มีประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะเงินบริจาคจำนวนมหาศาลต้องมีการตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส และระวังเรื่องการฟอกเงิน อย่างกรณีข่าวที่เราเห็นว่ามีพระสงฆ์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคที่ไม่โปร่งใส นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่การบริจาคก็มีช่องโหว่ให้คนหาประโยชน์ได้ง่ายๆ เลยค่ะ หรือแม้แต่ประเด็นการบริจาคเลือด ที่เคยมีกรณีศาลปกครองกลางวินิจฉัยเรื่องการปฏิเสธรับบริจาคเลือดจากกลุ่ม LGBTQ+ โดยอ้างอิงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริจาค แม้จะไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่กฎหมายและแรงจูงใจเบื้องหลังการตัดสินใจซับซ้อนกว่าที่เห็นจริงๆ ค่ะ
ถาม: ในฐานะคนทั่วไป เราจะใช้มุมมองแบบ “เศรษฐศาสตร์นอกคอก” มาปรับใช้กับการเข้าใจกฎหมายในชีวิตประจำวันของไทย เพื่อให้เราไม่โดนเอาเปรียบหรือตกเป็นเหยื่อได้อย่างไรคะ?
ตอบ: ในฐานะคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ต้องเจอเรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน แพรว่ามุมมองแบบ Freakonomics นี่แหละค่ะที่จะช่วยให้เรา “ฉลาดขึ้น” และมองเห็นอะไรที่คนอื่นอาจมองข้ามไป สิ่งแรกเลยคือ ลองตั้งคำถามว่า “อะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังกฎหมายนี้?” หรือ “ใครได้ประโยชน์จากกฎระเบียบนี้?” เช่น เวลาเจอประกาศอะไรที่ดูดีเกินจริง หรือข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ อย่างการชวนให้ลงทุนนู่นนี่นั่น หรือแม้แต่การชวนให้เปิดบัญชีโดยเสนอค่าตอบแทน ให้คิดไว้ก่อนเลยว่ามันมีอะไรซับซ้อนกว่าที่เห็นแน่นอนค่ะแพรสังเกตว่าคนเรามักจะถูกหลอกง่ายๆ เพราะมิจฉาชีพเข้าใจกลไกทางสมองเราดีค่ะว่า “อารมณ์มักจะนำเหตุผล” โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเสนอที่ยั่วยวนด้วยเงินทองหรือโอกาสง่ายๆ ดังนั้น เราต้องฝึกคิดวิเคราะห์อยู่เสมอค่ะว่า สิ่งที่กำลังจะทำ หรือสิ่งที่กฎหมายกำลังจะบังคับใช้ มันมีผลกระทบต่อพฤติกรรมเรายังไง และมี “ทางเลือกอื่น” ที่ดีกว่าไหม อย่างการบริจาคเงิน ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่าเราบริจาคเพื่ออะไร และเงินของเราไปถึงผู้รับอย่างโปร่งใสจริงหรือเปล่า หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างกฎหมายแรงงานที่กำลังจะให้สิทธิพ่อลาคลอดได้ ก็เป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในสังคมค่ะ การที่เราเข้าใจ “เบื้องหลัง” ของการตัดสินใจและแรงจูงใจเหล่านี้ จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อและใช้ชีวิตในสังคมไทยได้อย่างรู้เท่าทันมากขึ้นเยอะเลยค่ะ






